การยกกระชับใบหน้า เป็นหนึ่งในแนวทางดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้กรอบหน้าไม่ชัด แก้มตก ร่องแก้มลึก และเกิดเหนียง ทำให้ใบหน้าดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวที่ไม่กระชับเหมือนเดิม กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด ร่องแก้มลึกขึ้น หรือมีเหนียงและผิวบริเวณลำคอหย่อนคล้อย จนทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุมากกว่าความเป็นจริง
เมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ หลายคนอาจสงสัยว่า “ควรเริ่มดูแลจากอะไร?” หรือ “จำเป็นต้องทำโปรแกรมดึงหน้าเลยหรือไม่?” ในความเป็นจริง ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว และไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อพยุงใบหน้า (SMAS) ที่ค่อย ๆ เสื่อมลงตามวัย ดังนั้น การเลือกแนวทางการยกกระชับจึงควรพิจารณาจากระดับปัญหา มากกว่าตัวเลขอายุ เพราะคนอายุเท่ากันอาจมีปัญหาความหย่อนคล้อยไม่เท่ากัน
ปัจจุบันมีทั้ง การยกกระชับใบหน้า แบบไม่ผ่าตัด เช่น โปรแกรมยกกระชับด้วยเครื่องและโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจน ไปจนถึง การยกกระชับใบหน้า แบบผ่าตัด หรือโปรแกรมดึงหน้า ซึ่งแต่ละวิธีเหมาะกับระดับความหย่อนคล้อยที่แตกต่างกัน
บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับ 5 STEP การยกกระชับใบหน้า (Facelift Journey) เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงควรเริ่มดูแลอย่างไร และเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับช่วงวัยและระดับปัญหาของตนเอง

ทำไมใบหน้าจึงเริ่มหย่อนคล้อยเมื่ออายุมากขึ้น?
หลายคนเข้าใจว่าความหย่อนคล้อยเกิดจาก “ผิวหนัง” เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงของใบหน้าเกิดขึ้นพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่ผิวหนัง ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงโครงสร้างใบหน้า
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น ผิวจึงเริ่มบางลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอย และไม่สามารถพยุงโครงสร้างของใบหน้าได้เหมือนเดิม
นอกจากนี้ ชั้นไขมันบนใบหน้ายังมีการเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ทำให้ใบหน้าส่วนกลางดูตอบ แก้มเริ่มตก ร่องแก้มชัดขึ้น กรอบหน้าไม่คมชัด และเกิดเหนียงบริเวณใต้คาง ขณะเดียวกันนั้นชั้นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่พยุงใบหน้าก็จะหย่อนคล้อยตามวัย ส่งผลให้ความหย่อนคล้อยเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การยกกระชับใบหน้า จึงไม่ใช่เพียงการดูแลผิวภายนอก แต่ต้องพิจารณาถึงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละระดับ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล
ชั้น SMAS คืออะไร? ทำไมจึงเป็นโครงสร้างสำคัญของ การยกกระชับใบหน้า
หนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงในการยกกระชับใบหน้า คือ ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ชั้นไขมัน ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อใบหน้าและผิวหนัง พร้อมช่วยพยุงรูปหน้าให้ดูกระชับ
เมื่ออายุมากขึ้นชั้น SMAS จะสูญเสียความแข็งแรงและเกิดการหย่อนคล้อย ส่งผลให้แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด ร่องแก้มลึก และผิวบริเวณลำคอเริ่มหย่อนตามมา
การยกกระชับใบหน้า ในปัจจุบันจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดึงผิวหนังด้านนอก แต่หลายเทคนิคจะให้ความสำคัญกับการยกและจัดเรียงโครงสร้างในชั้น SMAS เพื่อให้การยกกระชับเป็นไปตามแนวทางทางการแพทย์ และช่วยให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

5 STEP การยกกระชับใบหน้า (Facelift Journey)
ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกส่วน และไม่ได้เกิดในระดับเดียวกันทุกคน จึงไม่มีวิธีการยกกระชับเพียงวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน
การดูแลใบหน้า (Facelift Journey) จึงเป็นแนวทางการดูแลให้เหมาะกับระดับปัญหา เริ่มตั้งแต่การฟื้นฟูคุณภาพผิวในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการดึงหน้าในผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยมากขึ้น โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินร่วมกับสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และเป้าหมายของแต่ละบุคคล ดังนี้
| แนวทาง | ระดับปัญหา | เหมาะกับใคร | จุดประสงค์หลัก | ข้อดี | ผลลัพธ์ | ค่าใช้จ่าย |
| STEP 1โปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจน | ⭐☆☆☆☆Level 1 | ผิวเริ่มสูญเสียคอลลาเจน ผิวไม่อิ่มฟู ริ้วรอยเล็ก ๆ | ฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ไม่ต้องผ่าตัด ช่วยให้ผิวแลดูอิ่มฟูและแข็งแรงขึ้น | โดยทั่วไปประมาณ 1–2 ปี* | หลักหมื่นบาท |
| STEP 2โปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด (Energy-Based Lifting) | ⭐⭐☆☆☆Level 2 | ผิวเริ่มหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด | ยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน | ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และใช้ชีวิตได้ตามปกติ | โดยทั่วไปประมาณ 12–18 เดือน* | หลักหมื่นบาทต่อครั้ง |
| STEP 3โปรแกรมยกกระชับด้วยหัตถการ (Minimally Invasive Lifting) | ⭐⭐⭐☆☆Level 3 | ใบหน้าหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด | ยกกระชับใบหน้าและปรับโครงหน้า | ให้ผลลัพธ์มากกว่าการใช้เครื่อง และพักฟื้นน้อยกว่าโปรแกรมดึงหน้า | โดยทั่วไปประมาณ 1–3 ปี* | หลักหมื่น–หลักแสนบาท |
| STEP 4โปรแกรมดึงหน้าส่องกล้อง(Endoscopic Facelift) | ⭐⭐⭐⭐☆Level 4 | ใบหน้าหย่อนคล้อยระดับปานกลาง | ยกกระชับโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกด้วยเทคนิคส่องกล้อง | แผลซ่อนในไรผม ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ | โดยทั่วไปประมาณ 5–10 ปี* | หลักแสนบาท |
| STEP 5โปรแกรมดึงหน้าเต็มหน้า(Deep Plane / Full Face Facelift) | ⭐⭐⭐⭐⭐Level 5 | ใบหน้าและลำคอหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก ทั้งใบหน้าและลำคอ | ยกกระชับโครงสร้างใบหน้าและลำคออย่างครอบคลุม | แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้ครอบคลุมและยาวนาน | โดยทั่วไปประมาณ 10–15 ปี* | หลักแสนบาท |
*ผลลัพธ์และค่าใช้จ่ายแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ เทคนิคที่ใช้ และการประเมินของแพทย์
STEP 1 : โปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจน (Skin Quality & Collagen Biostimulation)
การยกกระชับใบหน้า ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเมื่อเกิดความหย่อนคล้อยแล้วเสมอไป เพราะจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมักเกิดจากคุณภาพผิวที่ลดลงก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคอลลาเจน ความยืดหยุ่น หรือความชุ่มชื้นของผิว
เมื่อคอลลาเจนและอิลาสตินลดลง ผิวจะเริ่มบางลง ไม่กระชับเหมือนเดิม เกิดริ้วรอยเล็ก ๆ และดูไม่อิ่มฟู แม้โครงสร้างใบหน้ายังไม่หย่อนคล้อยมาก แต่หากได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะนี้ ก็อาจช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวและชะลอการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้
เหมาะกับปัญหาระดับใด
- ผิวเริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน
- ผิวขาดความชุ่มชื้น ไม่อิ่มฟู
- ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง
- ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น
- หลุมสิวหรือคุณภาพผิวลดลง
- ผู้ที่ต้องการเริ่มดูแลผิวเพื่อชะลอสัญญาณแห่งวัย

โปรแกรมที่แนะนำ
- โปรแกรมฉีด Juvelook
เป็นโปรแกรมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยผสานคุณสมบัติของ PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA) เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนควบคู่กับการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวไม่เรียบเนียน ผิวขาดความยืดหยุ่น หรือมีปัญหาหลุมสิวและใต้ตา โดยเน้นการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและแลดูอิ่มฟูขึ้น
- โปรแกรมฉีด Sculptra
เป็นโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ใช้สาร Poly-L-lactic Acid (PLLA) เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามกระบวนการธรรมชาติ
เมื่อคอลลาเจนค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ผิวจะมีความแน่น ยืดหยุ่น และดูอิ่มฟูมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มสูญเสียคอลลาเจนทั่วใบหน้า หรือมีสัญญาณแห่งวัยในระยะเริ่มต้น และผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยไม่เน้นการเติมเต็มเพียงอย่างเดียว
- โปรแกรมฉีด Radiesse
เป็นโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งช่วยทั้งการเติมเต็มในระยะเริ่มต้น และกระตุ้นให้เกิดการสร้างโครงสร้างคอลลาเจนใหม่ภายในชั้นผิว
นอกจากการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ I และ III แล้ว ยังช่วยส่งเสริมการสร้างอิลาสติน โปรตีโอไกลแคน และองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และแลดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นของผิว มีปัญหาวอลลุ่มลดลง หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวควบคู่กับการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างผิวในระยะยาว
ระดับปัญหา
ระดับเริ่มต้น
ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไร
แตกต่างกันตามโปรแกรมที่เลือกและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปควรเข้ารับการดูแลต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อคงผลลัพธ์
ระยะเวลาพักฟื้น
สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
หลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและแผนการรักษา
ข้อดี
- ไม่ต้องผ่าตัด
- ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มดูแลผิวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ข้อควรพิจารณา
- เหมาะกับผู้ที่ยังมีความหย่อนคล้อยไม่มาก
- อาจต้องทำต่อเนื่องตามแผนการรักษา
- ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
STEP 2 : โปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด (Energy-Based Lifting)
เมื่อผิวเริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน การฟื้นฟูคุณภาพผิวใน STEP 1 อาจช่วยให้ผิวดูแข็งแรงและแลดูอิ่มฟูขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากเริ่มสังเกตเห็นว่า กรอบหน้าไม่คมชัด แก้มเริ่มตก หรือมีเหนียงเล็กน้อย การฟื้นฟูผิวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ในระยะนี้ แนวทางการดูแลจะเน้นการยกกระชับโครงสร้างผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นลึก โดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อช่วยชะลอปัญหาความหย่อนคล้อยและฟื้นฟูความกระชับของใบหน้า
เหมาะกับปัญหาระดับใด
- ผิวเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย
- กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด
- แก้มเริ่มตก
- มีเหนียงเล็กน้อย
- ต้องการยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด
- ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวและชั้น SMAS
โปรแกรมที่แนะนำ

- โปรแกรม Ultraformer III
คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเข้มข้นสูงเฉพาะเจาะจง (MMFU) ยิงลงบนผิวทำให้ชั้นผิว ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย เก็บกรอบหน้าให้คมชัด ลดเหนียง และกระชับสัดส่วนโดยไม่ต้องผ่าตัด
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของความหย่อนคล้อย มีริ้วรอยบริเวณใบหน้าและลำคอ ผู้ที่ต้องการลดไขมันใบหน้า เหนียง คอ และปรับกรอบหน้าให้คมชัด

- โปรแกรม Ulthera Prime
เป็นโปรแกรมยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ที่สามารถส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวในระดับที่ต้องการ พร้อมแสดงภาพชั้นผิวแบบ Real-time เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
โปรแกรมนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวและชั้น SMAS เพื่อช่วยยกกระชับกรอบหน้า ลดปัญหาความหย่อนคล้อยของแก้ม และดูแลปัญหาเหนียงในผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ทำให้ผิวแลดูเรียบเนียน
ระดับปัญหา
ระดับเล็กน้อย–ปานกลาง
ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไร
โดยทั่วไปประมาณ 12–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่อง คุณภาพผิว อายุ และการดูแลของแต่ละบุคคล
ระยะเวลาพักฟื้น
สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
หลักหมื่นบาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและบริเวณที่รักษา
ข้อดี
- ไม่ต้องผ่าตัด
- ไม่มีแผลผ่าตัด
- เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมาก
- อาจต้องทำซ้ำตามแผนการรักษา
- ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม โปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัดจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความกระชับของผิวเป็นหลัก หากมีความหย่อนคล้อยของโครงสร้างใบหน้าในระดับมาก การรักษาด้วยวิธีอื่นอาจมีความเหมาะสมมากกว่า ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเลือกแนวทางการรักษาใน Step ต่อไป
STEP 3 : โปรแกรมยกกระชับด้วยหัตถการ (Minimally Invasive Lifting)
เมื่อปัญหาความหย่อนคล้อยมีมากขึ้น การยกกระชับด้วยเครื่องเพียงอย่างเดียวอาจให้ผลลัพธ์ไม่เพียงพอในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีปัญหาแก้มตก ร่องแก้มชัด คิ้วตก หรือโครงสร้างใบหน้าเฉพาะจุดที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ในระดับปัญหานี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้โปรแกรมยกกระชับด้วยหัตถการ (Minimally Invasive Lifting) ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยยกพยุงเนื้อเยื่อบางส่วนโดยไม่ต้องดึงหน้าเต็มรูปแบบ และมีระยะพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดดึงหน้า
เหมาะกับปัญหาระดับใด
- ความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- แก้มเริ่มตก ร่องแก้มเห็นชัดขึ้น
- คิ้วตกหรือหางตาตก
- ต้องการผลลัพธ์มากกว่าการยกกระชับด้วยเครื่อง
- ยังไม่ถึงระดับที่จำเป็นต้องทำโปรแกรมดึงหน้า
โปรแกรมที่แนะนำ
- โปรแกรมร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lift)
เป็นหัตถการที่ใช้ไหมชนิดละลายสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยพยุงเนื้อเยื่อและยกกระชับบริเวณที่มีปัญหาความหย่อนคล้อย เช่น แก้ม กรอบหน้า หรือแนวกราม
นอกจากการช่วยพยุงเนื้อเยื่อแล้ว ไหมบางชนิดยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบเส้นไหมได้อีกด้วย จึงช่วยให้ผิวมีความกระชับมากขึ้นในระยะต่อมา
เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยไม่มาก ต้องการยกกระชับบางตำแหน่ง และยังไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และความเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและการประเมินของแพทย์
- โปรแกรมยกคิ้ว Endotine
Endotine เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดยกคิ้ว เพื่อช่วยยกและยึดเนื้อเยื่อบริเวณหน้าผากและคิ้วให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ลดปัญหาคิ้วตก หางตาตก และช่วยเปิดชั้นตาให้ดูสดใสมากขึ้น
โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตกจากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา โดยอาจทำร่วมกับการรักษาอื่นตามการประเมินของแพทย์
ระดับปัญหา
ระดับปานกลาง
ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไร
แตกต่างกันตามเทคนิคและหัตถการที่เลือก โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 1–3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละบุคคล
ระยะเวลาพักฟื้น
มีระยะพักฟื้นสั้น ขึ้นอยู่กับหัตถการที่เลือก
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้และแผนการรักษา
ข้อดี
- ให้ผลลัพธ์มากกว่าการใช้เครื่องเพียงอย่างเดียว
- ช่วยยกกระชับเฉพาะจุดได้
- ระยะพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดโปรแกรมดึงหน้า
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร
- เหมาะกับความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเลือกหัตถการ

STEP 4 : โปรแกรมดึงหน้าส่องกล้อง (Endoscopic Facelift)
เมื่อปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าเริ่มมีผลต่อโครงสร้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด ร่องแก้มลึก หรือคิ้วและใบหน้าส่วนกลางเริ่มหย่อนคล้อย การยกกระชับด้วยเครื่องหรือหัตถการอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม
ในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาโปรแกรมดึงหน้าส่องกล้อง (Endoscopic Facelift) ซึ่งเป็นการผ่าตัดยกกระชับโดยใช้กล้อง Endoscope ช่วยให้มองเห็นโครงสร้างใต้ผิวหนังได้อย่างละเอียด และสามารถยกเนื้อเยื่อในชั้นลึกได้โดยใช้แผลผ่าตัดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแนวไรผมหรือหนังศีรษะ ทำให้ไม่ทิ้งแผลบริเวณหน้าหู
ที่ The Art Plastic Surgery Hospital โปรแกรมนี้พัฒนาภายใต้แนวคิด The Invisible Lift ซึ่งมุ่งเน้นการยกกระชับโครงสร้างใบหน้า พร้อมคำนึงถึงตำแหน่งของแผลผ่าตัดให้แลดูแนบเนียนกับแนวไรผม เพื่อให้มองเห็นรอยแผลได้ยากหลังการฟื้นตัว
เหมาะกับปัญหาระดับใด
- ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง และต้องการหลีกเลี่ยงแผลหน้าหู
- แก้มตกและกรอบหน้าเริ่มไม่ชัด
- คิ้วตกหรือใบหน้าส่วนกลางเริ่มหย่อนคล้อย
- ต้องการยกกระชับโครงสร้างใบหน้าโดยใช้แผลผ่าตัดขนาดเล็ก
- ผู้ที่ยังไม่มีผิวหนังส่วนเกินมาก แต่ต้องการผลลัพธ์มากกว่าการยกกระชับด้วยเครื่องหรือหัตถการ
โปรแกรม The Invisible Lift ที่ The Art คืออะไร?
The Invisible Lift เป็นแนวทางการดึงหน้าส่องกล้องที่ใช้ Endoscope หรือกล้องผ่าตัดขนาดเล็ก ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนระหว่างการผ่าตัด ทำให้สามารถแยกและยกเนื้อเยื่อในชั้นลึกได้อย่างเหมาะสม พร้อมลดการรบกวนเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็น
อีกหนึ่งจุดเด่นของเทคนิคนี้คือ การซ่อนแผลผ่าตัดไว้บริเวณแนวไรผมหรือหนังศีรษะ ทำให้เมื่อแผลหายดีแล้ว รอยแผลมักสังเกตเห็นได้ยาก ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการทำหัตถการแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล
ระดับปัญหา
ระดับปานกลาง–ค่อนข้างมาก
ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไร
โดยทั่วไปประมาณ 5–10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ คุณภาพผิว และการดูแลหลังการรักษาของแต่ละบุคคล
ระยะเวลาพักฟื้น
- ช่วง 1-3 วันแรก เป็นช่วงที่ร่างกายอาจมีอาการบวมและรอยช้ำมากที่สุด ควรประคบเย็นและนอนศีรษะสูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดอาการบวม
- ช่วง 5-10 วัน อาการบวมและช้ำจะลดลง แผลเริ่มแห้ง คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานเบา ๆ หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- ช่วง 2 สัปดาห์ แพทย์จะนัดเข้ามาตัดไหม แผลผ่าตัดหายสนิท ใบหน้าเริ่มเข้าที่ ดูสดใสและแลดูเป็นธรรมชาติ
- ช่วง 1-3 เดือน รอยแผลบริเวณไรผมจะค่อย ๆ จางลง ใบหน้ายกกระชับและเข้ารูป
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
หลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความซับซ้อนของการผ่าตัด
ข้อดี
- ช่วยยกกระชับโครงสร้างใบหน้าในชั้นลึก
- แผลผ่าตัดขนาดเล็ก ซ่อนบริเวณแนวไรผม
- เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง
ข้อควรพิจารณา
- เป็นการผ่าตัดและมีระยะพักฟื้น
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินจำนวนมาก
- ควรได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์
STEP 5 : โปรแกรมดึงหน้า (Deep Plane / Full Face Facelift)
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดเฉพาะที่ผิวหนัง แต่รวมถึงชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อพยุงใบหน้าที่เคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้แก้มตก ร่องแก้มลึก กรอบหน้าไม่ชัด และลำคอหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด
ในผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การรักษาที่เน้นเพียงการกระตุ้นคอลลาเจนหรือการยกกระชับบางส่วนอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด แพทย์จึงอาจพิจารณาโปรแกรมดึงหน้า ART Lyft (Deep Plane / Full Face Facelift) เพื่อยกและจัดเรียงโครงสร้างใบหน้าในชั้นลึกตามแนวทางทางการแพทย์
ที่ The Art Plastic Surgery Hospital โปรแกรมดึงหน้า ART Lyft จะมุ่งเน้นการยกกระชับโครงสร้างใบหน้าในชั้นลึก พร้อมออกแบบแผนการรักษาให้เหมาะกับสัดส่วนและปัญหาของแต่ละบุคคล
เหมาะกับปัญหาระดับใด
- ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมากแก้มตกอย่างชัดเจน
- ร่องแก้มและร่องมุมปากลึก
- กรอบหน้าไม่ชัด
- ผิวหนังบริเวณลำคอหย่อนคล้อย
- ผู้ที่ต้องการแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคออย่างครอบคลุม
- ยกกระชับโครงสร้างชั้นลึก ไม่เน้นดึงผิวหนังเพียงอย่างเดียว
โปรแกรม Art Lyft ดึงหน้าชั้นลึก คืออะไร?
โปรแกรม Art Lyft เป็นโปรแกรมดึงหน้าเต็มหน้าที่มุ่งเน้นการยกและจัดเรียงโครงสร้างในชั้นลึกของใบหน้า (Deep Plane Facelift) แทนการดึงผิวหนังเพียงอย่างเดียว เพื่อให้แรงดึงกระจายไปยังชั้นเนื้อเยื่อที่รองรับโครงสร้างใบหน้า และช่วยให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติในแบบของคุณ
การผ่าตัดจะวางแผนตามโครงสร้างใบหน้าและระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล โดยอาจดูแลทั้งบริเวณแก้ม กรอบหน้า และลำคอร่วมกัน เพื่อให้สัดส่วนของใบหน้ามีความสมดุลมากขึ้น โดยแผลซ่อนบริเวณด้านหน้าหูและแนวรอบใบหู
โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยหลายตำแหน่ง หรือเคยได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วแต่ยังมีปัญหาความหย่อนคล้อยของโครงสร้างใบหน้าอย่างชัดเจน
ระดับปัญหา
ระดับมาก
ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไร
โดยทั่วไปประมาณ 10–15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และการดูแลหลังการรักษาของแต่ละบุคคล
ระยะเวลาพักฟื้น
เป็นการผ่าตัด จึงต้องมีระยะพักฟื้นมากกว่าหัตถการหรือโปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด
- วันที่ 1 – 3 เป็นช่วงที่ใบหน้าบวมและช้ำมากที่สุด ควรนอนหัวสูง ใช้หมอนรองคอ และใส่ผ้ารัดหน้าตลอดเวลา
- วันที่ 4 – 7 อาการบวมและรอยช้ำจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ และแพทย์จะนัดตัดไหมในช่วงนี้
- สัปดาห์ที่ 2 – 3 แผลเริ่มสมานตัวและแลดูเรียบเนียนขึ้น สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
- สัปดาห์ที่ 4 ขึ้นไป รอยช้ำหายสนิท สามารถเริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ได้ แต่ควรงดออกกำลังกายหนักจนกว่าจะครบ 1 เดือน
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
หลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและความซับซ้อนของแต่ละเคส
ข้อดี
- ยกกระชับได้ครอบคลุมทั้งใบหน้าและลำคอ
- ช่วยแก้ไขความหย่อนคล้อยในชั้นโครงสร้างของใบหน้า
- เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับมาก
ข้อควรพิจารณา
- เป็นการผ่าตัดและมีระยะพักฟื้น
- ต้องได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยศัลยแพทย์
- ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลหลังการรักษาและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละบุคคล

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรเริ่มที่ STEP ไหน?
แม้ว่าแนวทาง 5 STEP การยกกระชับใบหน้า (Facelift Journey) จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการดูแลใบหน้าในแต่ละระดับ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างใบหน้า คุณภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอายุ 35 ปี อาจมีความหย่อนคล้อยมากกว่าผู้ที่มีอายุ 45 ปี หากมีปัจจัยร่วม เช่น การสูญเสียคอลลาเจนอย่างรวดเร็ว การลดน้ำหนักมาก หรือโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยได้ง่าย ในขณะที่บางคนแม้อายุเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถดูแลด้วยโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนหรือโปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัดได้
ดังนั้น การเลือกแนวทางการรักษาจึงไม่ควรอ้างอิงจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่
- ระดับความหย่อนคล้อยของใบหน้า
- คุณภาพผิวและความยืดหยุ่นของผิว
- ปริมาณผิวหนังส่วนเกิน
- การเปลี่ยนแปลงของชั้นไขมันและโครงสร้างใบหน้า
- ความคาดหวังและเป้าหมายของผู้เข้ารับบริการ
ดังนั้น ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับปัญหาของแต่ละบุคคล โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหัตถการที่ซับซ้อนที่สุดเสมอไป
สรุป: 5 STEP การยกกระชับใบหน้า เลือกอย่างไรให้ให้เหมาะกับช่วงวัยและระดับปัญหา
การดูแลใบหน้าไม่ใช่การแข่งขันว่าใครต้องทำหัตถการที่มากกว่า แต่คือการเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสูญเสียคอลลาเจน การฟื้นฟูคุณภาพผิวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เมื่อเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อย การยกกระชับโดยไม่ผ่าตัดหรือการยกกระชับด้วยหัตถการอาจช่วยตอบโจทย์ได้ ในขณะที่ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัดดึงหน้าอาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม
ดังนั้น การรักษาแต่ละขั้นตอนจึงไม่ได้มาแทนที่กัน แต่เป็นทางเลือกที่ออกแบบให้สอดคล้องกับระดับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ปรึกษาทีมแพทย์ The Art Plastic Surgery Hospital เพื่อวางแผน การยกกระชับใบหน้า ที่เหมาะสมกับคุณ
หากคุณเริ่มสังเกตเห็นว่าผิวไม่กระชับ กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากโปรแกรมใด การเข้ารับการประเมินกับแพทย์จะช่วยให้เข้าใจระดับปัญหาและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้
ทีมแพทย์ของ The Art Plastic Surgery Hospital พร้อมประเมินโครงสร้างใบหน้า คุณภาพผิว และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสม ตั้งแต่โปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิว โปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด โปรแกรมยกกระชับด้วยหัตถการ ไปจนถึงโปรแกรมดึงหน้า โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
ติดต่อ The Art Plastic Surgery Hospital
- โทรศัพท์: 02-666-4666
- Line Official: @thearthospital
- Facebook: The Art Hospital Clinic
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่มีอายุที่กำหนดตายตัว เพราะการเลือกแนวทางการยกกระชับขึ้นอยู่กับระดับปัญหาความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล มากกว่าตัวเลขอายุ แนะนำให้เข้ารับการประเมินโดยแพทย์
ผู้ที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัยในระยะเริ่มต้น อาจเริ่มจากโปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจน หรือโปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
โปรแกรมยกกระชับโดยไม่ผ่าตัดมุ่งเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและช่วยเพิ่มความกระชับของผิว เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ส่วนโปรแกรมดึงหน้าเป็นการผ่าตัดเพื่อยกกระชับโครงสร้างชั้นลึก จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก
ทั้งสองโปรแกรมมีข้อบ่งชี้แตกต่างกัน โปรแกรมดึงหน้าส่องกล้องเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง และต้องการหลีกเลี่ยงแผลหน้าหู
ขณะที่โปรแกรมดึงหน้า Full face เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก และแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ การเลือกวิธีที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การฟื้นฟูคุณภาพผิวร่วมกับการยกกระชับ หรือการทำโปรแกรมดึงหน้าร่วมกับการดูแลผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละบุคคล


