
การเสริมหน้าอกเป็นหัตถการเสริมความงามให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาทรงหน้าอกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดหน้าอก หน้าอกหย่อนคล้อย หน้าอกไม่เท่ากัน ให้รู้สึกรักและภูมิใจกับร่างกายตนเองมากขึ้น
Key Takeaways:
- ในปัจจุบันเทคนิคที่นำมาใช้เสริมหน้าอกได้แก่ การเสริมอกด้วยไขมันจากร่างกาย ซิลิโคน และ Hybrid (ซิลิโคนร่วมกับไขมัน)
- การผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอก สามารถเปิดแผลได้จากบริเวณใต้ราวนม รอบปานนม และใต้รักแร้
- เทคนิคการผ่าตัด ตำแหน่งวางซิลิโคนเสริมหน้าอกส่งผลต่อลักษณะและทรงหน้าอกที่ได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัดเสริมอก
สารบัญบทความ
- ทำความรู้จักกับการศัลยกรรมเสริมหน้าอก
- การผ่าตัดเสริมหน้าอกมีกี่ประเภท
- ประเภทของซิลิโคนที่ใช้เสริมหน้าอก
- เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกมีกี่ประเภท มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร
- ตำแหน่งที่วางซิลิโคนส่งผลต่อการเสริมอกอย่างไรบ้าง
- ขนาดและทรงซิลิโคนที่นิยมใช้เสริมหน้าอก
- ยี่ห้อซิลิโคนที่นิยมใช้เสริมหน้าอก
- ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการเสริมหน้าอก
- ข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก
- อาการแทรกซ้อนที่มีโอกาสพบเมื่อเสริมหน้าอก
- เสริมหน้าอกราคาเท่าไหร่บ้าง
- อยากเสริมหน้าอกเลือกคลินิกที่ไหนดี?
- เสริมหน้าอกกับ The Art ดีอย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นที่นี่!?
- เสริมหน้าอก เสริมความงามให้เรือนร่างระยะยาว
- คำถามที่มักพบเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก
ทำความรู้จักกับการศัลยกรรมเสริมหน้าอก

การเสริมหน้าอก (Breast Augmentation) คือ การทำหัตถการเพื่อปรับขนาดหรือรูปทรงของหน้าอกให้ตรงกับความต้องการ โดยการทำหัตถการจะใช้เทคนิคการผ่าตัด ประเภทวัสดุเสริมหน้าอก และบริเวณที่เปิดแผลผ่าตัดที่แตกต่างกัน เมื่อเสริมอกแล้วจะทำให้ผู้ที่ไม่มีความมั่นใจตนเองจากปัญหาหน้าอกเล็ก หน้าอกหย่อนคล้อย หรือหน้าอกไม่เท่ากัน ให้กลับมามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นได้
การผ่าตัดเสริมหน้าอกมีกี่ประเภท
ในปัจจุบันการผ่าตัดเสริมหน้าอกมี 3 ประเภท คือ การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน ตนเอง และการเสริมหน้าอกแบบ Hybrid ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ดังนี้
ผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน
การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน คือ การนำถุงซิลิโคนเกรดการแพทย์มาเสริมขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น และช่วยปรับหน้าอกให้เป็นทรงที่ต้องการได้ในระยะยาว เพราะซิลิโคนสามารถคงรูปร่างได้ดี ไม่สลายตัวง่าย โดยแพทย์จะผ่าเปิดแผลหน้าอกแล้วนำซิลิโคนใส่เข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการ แล้วจึงเย็บปิดแผลให้สนิท
การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนเหมาะกับผู้ที่มีหน้าอกเล็กแล้วต้องการอัปขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงผู้ที่ต้องการปรับทรงหน้าอกให้เข้ากับร่างกายมากขึ้น แต่ในกรณีที่เลือกเสริมซิลิโคนหน้าอกไซส์ใหญ่มากเกินก็อาจจะเห็นขอบซิลิโคน ทำให้หน้าอกที่เสริมมาดูไม่เป็นธรรมชาติ
ผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยไขมันตนเอง
การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน คือ การนำไขมันที่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมาสกัดแยกเซลล์ แล้วฉีดกลับเข้าไปในหน้าอกเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามการฉีดไขมันหน้าอกไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มขนาดหน้าอกใหญ่จากเดิมมาก เพราะวัตถุดิบที่นำมาใช้คือไขมันจากร่างกายที่อาจมีปริมาณจำกัด โดยเฉพาะผู้ที่ร่างกายมีไขมันสะสมน้อยหรือไม่มีไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเลย
นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์คงที่ระยะยาว เพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไป ไขมันที่ฉีดเสริมมีโอกาสที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจนขนาดเล็กลง
ผ่าตัดเสริมหน้าอกแบบ Hybrid

การเสริมหน้าอกแบบ Hybrid คือ การนำข้อดีของการใช้ซิลิโคนและไขมันมาใช้เสริมหน้าอก โดยเริ่มจากการผ่าตัดหน้าอกเพื่อนำซิลิโคนใส่เข้าไป จากนั้นจะทำการดูดไขมันจากบริเวณที่มีไขมันสะสมไปสกัดแยกเซลล์ก่อนฉีดรอบซิลิโคน ทำให้ผิวหน้าอกดูสม่ำเสมอมากขึ้น และยังสามารถเลือกศัลยกรรมขนาดหน้าอกที่ต้องการได้แม้ว่าจะมีเนื้อหน้าอกน้อย
แต่การเสริมหน้าอกแบบ Hybrid มีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อน ส่งผลให้ใช้เวลาในการผ่าตัดค่อนข้างนาน และเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะเริ่มดูดซึมไขมันเข้าไป ซึ่งอาจจะส่งผลให้หน้าอกมีขนาดเล็กลง หากต้องการผลลัพธ์ดังเดิมจะต้องกลับมาฉีดไขมันเพิ่มเติมเพื่อให้หน้าอกยังคงรูปที่ต้องการอยู่
ประเภทของซิลิโคนที่ใช้เสริมหน้าอก

ซิลิโคนเป็นหนึ่งในวัสดุที่นิยมใช้เสริมหน้าอกมาก ซึ่งในปัจจุบันมีการคิดค้นและพัฒนาซิลิโคนประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยสามารถแบ่งประเภทของซิลิโคนเสริมอกได้ ดังนี้
ซิลิโคนเจลเหลว (Liquid Silicone Gel)
ซิลิโคนเจลเหลว (Liquid Silicone Gel) คือ ซิลิโคนเสริมอกที่มีลักษณะเป็นเจลเหลว มีความยืดหยุ่นและคงทนได้ดี เวลาสัมผัสจะรู้สึกถึงความนุ่มของเจลใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อธรรมชาติ แต่การผ่าตัดจะมีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
ซิลิโคนเจลเข้มข้น (Cohesive Silicone Gel)
ซิลิโคนเจลเข้มข้น (Cohesive Silicone Gel) คือ ซิลิโคนเสริมหน้าอกที่มีลักษณะเป็นเจลที่มีความเหนียวหนืด มีความยืดหยุ่นและทนทานสูงมาก ทำให้เนื้อเจลมีสัมผัสนุ่มคล้ายกับเนื้อเยื่อมากกว่าซิลิโคนเจลเหลว แต่การผ่าตัดจะมีความซับซ้อน และมีราคาจะสูงกว่าซิลิโคนประเภทอื่น ๆ
ซิลิโคนน้ำเกลือ (Saline Implants)
ซิลิโคนน้ำเกลือ (Saline Implants) คือ ถุงซิลิโคนที่บรรจุน้ำเกลือภายในแทนเจลจึงมีความเข้ากับร่างกายได้ดี และสามารถปรับขนาดหน้าอกตามที่ต้องการได้ด้วย แต่สัมผัสหน้าอกจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ และมีความคงทน อยู่ตัวน้อยกว่าซิลิโคนเจล
ซิลิโคนน้ำเกลือแบบโครงสร้าง (Structured Saline Implants)
ซิลิโคนน้ำเกลือแบบโครงสร้าง (Structured Saline Implants) คือ ถุงซิลิโคนที่บรรจุน้ำเกลือภายในแต่มีการออกแบบโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความคงรูปของทรงหน้าอก และมอบเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้นได้โดยที่ยังคงสามารถปรับขนาดหน้าอกระหว่างผ่าตัดได้อยู่ แต่เนื้อสัมผัสอาจจะไม่ได้ดีเท่าซิลิโคนเจล
เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกมีกี่ประเภท มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร
เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนี้
เปิดแผลใต้ราวนม
เทคนิคเสริมหน้าอกแบบเปิดแผลใต้ราวนมเป็นการผ่าตัดเปิดแผลใต้ราวนม (บริเวณที่ใต้เต้านมสัมผัสกับหน้าอก) เพื่อใส่ซิลิโคนเข้าไป
- ข้อดี : วิธีผ่าตัดไม่ซับซ้อน คุมตำแหน่งซิลิโคนได้อย่างแม่นยำ สามารถใช้ซิลิโคนได้หลายประเภท แผลฟื้นตัวไว
- ข้อจำกัด : ในระยะแรกมีโอกาสเห็นรอยแผลง่าย
เปิดแผลรอบปานนม
เทคนิคเสริมหน้าอกแบบเปิดแผลรอบปานนมเป็นการผ่าตัดเปิดแผลขอบหัวนม (บริเวณขอบหัวนมและเต้านม) เพื่อนำซิลิโคนใส่เข้าไป
- ข้อดี : เห็นรอยแผลยาก คุมตำแหน่งซิลิโคนได้อย่างแม่นยำ สามารถปรับแต่งทรงเต้านมง่าย
- ข้อจำกัด : มีโอกาสเกิดพังผืดสูง ไม่สามารถเสริมซิลิโคนขนาดใหญ่ได้ หากผ่าตัดผิดพลาดอาจส่งผลต่อการให้นมบุตร
เปิดแผลใต้รักแร้
เทคนิคเสริมหน้าอกแบบเปิดแผลใต้รักแร้เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณรอยพับใต้รักแร้เพื่อนำซิลิโคนใส่เข้าไป
- ข้อดี : ไม่มีรอยแผลเป็นบริเวณหน้าอก
- ข้อจำกัด : คุมตำแหน่งซิลิโคนยาก ฟื้นตัวช้ากว่าบริเวณอื่น ไม่เหมาะกับการเสริมซิลิโคนขนาดใหญ่
ตำแหน่งที่วางซิลิโคนส่งผลต่อการเสริมอกอย่างไรบ้าง
ตำแหน่งที่วางซิลิโคนมีอยู่ 3 ตำแหน่งด้วยกัน คือ ตำแหน่งเหนือกล้ามเนื้อ ตำแหน่งใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และ Dual Plane (ตำแหน่งใต้กล้ามเนื้อบางส่วน) ซึ่งแต่ละตำแหน่งที่วางซิลิโคนจะมีข้อดีและข้อจำกัด ดังนี้
เหนือกล้ามเนื้อ

การวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ คือ การวางซิลิโคนระหว่างชั้นเนื้อเยื่อหน้าอกกับชั้นกล้ามเนื้อ เหมาะกับผู้ที่มีพอมีเนื้อหน้าอกบ้างเพื่อให้เนื้อหน้าอกช่วยยึดเกาะติดซิลิโคนไว้
- ข้อดี : วิธีผ่าตัดไม่ซับซ้อน เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว มีรูปทรงกลมมน
- ข้อจำกัด : มีโอกาสเกิดพังผืดสูง หย่อนคล้อยง่าย ไม่เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อยเพราะมีโอกาสเห็นขอบซิลิโคนง่าย
ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก

การวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ คือ การวางซิลิโคนในตำแหน่งใต้กล้ามเนื้อ เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าน้อย
- ข้อดี : มีโอกาสเห็นขอบซิลิโคนน้อยกว่า และมีโอกาสเกิดพังผืดน้อยกว่า
- ข้อจำกัด : ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกขนาดใหญ่มาก
Dual Plane

การวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อบางส่วน (Dual-Plane Insertion) คือ การวางซิลิโคนโดยที่ตำแหน่งซิลิโคนช่วงบนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ แต่ซิลิโคนช่วงล่างอยู่บนกล้ามเนื้อ เหมาะกับหน้าอกทุกลักษณะ
- ข้อดี : เป็นการรวมข้อดีของการเสริมซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อและใต้กล้ามเนื้อ เช่น หน้าอกดูเนียนขึ้น ลดโอกาสเกิดพังผืด
- ข้อจำกัด : วิธีการผ่าตัดซับซ้อน ใช้เวลาพักฟื้นนาน
ขนาดและทรงซิลิโคนที่นิยมใช้เสริมหน้าอก
ขนาดและทรงซิลิโคนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้หน้าอกที่ทำดูมีวอลุ่ม สวยเข้ารูปอย่างลงตัว ดังนั้นก่อนเสริมหน้าอกก็จะต้องเลือกทรงหน้าอกในขนาดที่ต้องการเพื่อให้ผลลัพธ์ตรงใจมากที่สุด
ขนาดซิลิโคนเสริมอก
ซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอกมีหลายไซซ์ด้วยกัน ซึ่งแต่ละไซซ์จะช่วยอัปคัพหน้าอกต่างกัน ดังนี้
- ซิลิโคนเสริมอก 200 CC : จากหน้าอกคัพ A อาจช่วยเพิ่มหน้าอก 1 คัพเป็นหน้าอกคัพ B เหมาะกับผู้ที่มีขนาดตัวเล็กแต่ต้องการเสริมหน้าอกให้เข้ากับขนาดตัว
- ซิลิโคนเสริมอก 250 CC : จากหน้าอกคัพ A เป็นหน้าอกคัพ B เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้หุ่นดูมีหน้าอกบ้างเล็กน้อย
- ซิลิโคนเสริมนม 300 CC : จากหน้าอกคัพ A อาจช่วยเพิ่มเป็นหน้าอกคัพ C เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีหน้าอก แต่ไม่ใหญ่มากจนเกินไป
- ซิลิโคนเสริมอก 350 CC : จากหน้าอกคัพ A เป็นหน้าอกคัพ C เหมาะกับผู้ที่มีหน้าอกขนาดเล็กแล้วต้องการมีหน้าอกขนาดใหญ่โดยที่ยังเข้ากับขนาดตัวอยู่
- ซิลิโคนเสริมอก 400 CC : จากหน้าอกคัพ A เป็นหน้าอกคัพ D เหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าอกใหญ่มากขึ้น แต่จะเริ่มไม่เหมาะกับผู้ที่มีขนาดตัวเล็ก เพราะขนาดหน้าอกไม่สมส่วนกับตัว
- ซิลิโคนเสริมอก 450 CC : จากหน้าอกคัพ A เป็นหน้าอกคัพ DD เหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าอกขนาดใหญ่ เห็นร่องอกและสัดส่วนชัดเจน
- ซิลิโคนเสริมอก 500 CC : จากหน้าอกคัพ A เป็นหน้าอกคัพ E เหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าอกอวบอิ่มขนาดใหญ่มาก แต่อาจเป็นขนาดที่ใหญ่เกินสำหรับคนไทย
ทรงซิลิโคนเสริมอก
ซิลิโคนที่มักนำมาใช้เสริมอกหลัก ๆ มีอยู่ 2 ทรง คือ ทรงกลม และทรงหยดน้ำ ซึ่งแต่ละทรงจะมีลักษณะดังนี้
- ซิลิโคนทรงกลม
ซิลิโคนทรงกลม (Round implants) มีลักษณะกลมนูนขอบสมมาตรเท่ากัน ทำให้ช่วงบนของหน้าอกดูอวบอิ่ม เห็นเนินชัดขึ้น ซิลิโคนทรงกลมมีความยืดหยุ่นสูง เวลานั่งหรือยืน ซิลิโคนจะไหลลงคล้ายหยดน้ำ และตอนนอนก็จะคืนทรง แต่ถ้าเสริมขนาดใหญ่เกินไปก็อาจเห็นขอบซิลิโคนได้
เหมาะกับ : ผู้ที่มีฐานหน้าอกกว้าง ผู้ที่มีช่วงไหล่กว้าง ต้องการให้เห็นหน้าอกชัดเจน
- ซิลิโคนทรงหยดน้ำ
ซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Teardrop implants) มีลักษณะคล้ายหยดน้ำ โดยช่วงบนแคบและไล่ขนาดกว้างขึ้น ทำให้เวลาเสริมซิลิโคนใส่อกแล้วดูเรียบเนียนมากกว่าซิลิโคนทรงกลม แต่มีวิธีผ่าตัดค่อนข้างซับซ้อนและมีโอกาสที่ทรงอกเสียทรงหากขยับร่างกายไม่เหมาะสม
เหมาะกับ : ผู้ที่มีหน้าอกขนาดเล็ก เต้านมตก หย่อนคล้อยเล็กน้อย ผู้ที่มีช่วงฐานอกเล็ก ผู้ที่มีซี่โครงช่วงกลางนูน
ยี่ห้อซิลิโคนที่นิยมใช้เสริมหน้าอก

ในปัจจุบันมียี่ห้อซิลิโคนสำหรับใช้เสริมหน้าอกหลายยี่ห้อ ซึ่งอาจทำให้หลาย ๆ คนสับสนว่าควรเลือกซิลิโคนเสริมอกยี่ห้อไหนดี? ในที่นี้ก็จะมาแนะนำซิลิโคนที่นิยมในไทย เช่น
MENTOR
MENTOR คือ ยี่ห้อซิลิโคนจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยได้รับมาตรฐานจาก FDA ซิลิโคนมีจุดเด่นด้วยความนุ่มและหนาแน่น โดยมีเนื้อแบบผิวเรียบที่มีความนุ่มมือ และแบบผิวทรายที่มีสัมผัสเล็กน้อยแต่เกาะติดได้ดีกว่า นอกจากนี้ซิลิโคนยังมีความคงทนด้วย
Motiva
Motiva คือ ยี่ห้อซิลิโคนผลิตจากสหรัฐอเมริกา ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายใต้การควบคุมความปลอดภัย ทำให้ได้รับการรับรองจาก FDA และเป็นที่นิยมทั่วโลก มีจุดเด่นในด้านความละเอียดของเนื้อซิลิโคนที่มีความละเอียดสูงระดับ Nano มีรูปทรงและขนาดที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้หน้าอกดูมีพื้นผิวสม่ำเสมอแม้มีซิลิโคน
SEBBIN
SEBBIN คือ ยี่ห้อซิลิโคนจากฝรั่งเศสที่มีจุดเด่นด้านเนื้อสัมผัสเรียบ นิ่มนุ่ม ไม่แข็ง ทำให้มีโอกาสเห็นขอบซิลิโคนน้อย ผลิตจากวัสดุที่มีความเข้ากันกับร่างกายได้ดี มีความคงทนอยู่ตัวสูง ทำให้เป็นซิลิโคนอีกยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน
ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการเสริมหน้าอก
การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเสริมหน้าอกเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพระหว่างการผ่าตัด ก่อนเสริมหน้าอกจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อให้การผ่าตัดเสริมอกราบรื่น ปลอดภัยมากที่สุด ดังนี้
พบแพทย์เฉพาะทาง
ก่อนทำหัตถการเสริมความงามต่าง ๆ รวมถึงการเสริมหน้าอกจำเป็นต้องพบแพทย์ทุกครั้ง โดยการพบแพทย์มีจุดประสงค์เพื่อปรึกษา แจ้งความต้องการกับแพทย์ จากนั้นแพทย์ก็จะประเมินร่างกายเพื่อแนะนำขนาดและลักษณะหน้าอกที่เหมาะสม
ตรวจร่างกาย
ก่อนศัลยกรรมนมจะต้องตรวจร่างกายก่อน ในเบื้องต้นแพทย์จะซักถามโรคประจำตัว ประวัติการรักษาโรค และประวัติการใช้ยา เพื่อตรวจสอบว่าร่างกายอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้หรือไม่ โดยกลุ่มที่ควรเลี่ยงการเสริมหน้าอก ได้แก่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และอื่น ๆ
- ผู้ที่ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
งดบุหรี่และแอลกอฮอล์
บุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ควรงดและเลี่ยงก่อนเสริมนมอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเข้ารับการรักษา เนื่องจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด และยังทำให้แผลผ่าตัดสมานตัวช้าลงด้วย
การเตรียมตัวในวันเข้ารับการผ่าตัด
- งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- นอนหลับพักผ่อนให้พอ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมผ่าตัด
- ใส่เสื้อผ้าหลวม ถอดออกง่าย เคลื่อนไหวตัวสะดวก
ข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก

หลังผ่าตัดเสริมหน้าอกเรียบร้อยแล้วควรดูแลร่างกายของตัวเองให้ดีเพื่อให้ผลลัพธ์หลังเสริมอกเป็นไปตามความต้องการ โดยที่ไม่เกิดอาการแทรกซ้อน ในที่นี้จะมีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามหลังเสริมอก ดังนี้
ปฏิบัติตามข้อแนะนำของแพทย์
หลังจากเสริมหน้าอก แพทย์ก็จะจ่ายยาและแจ้งข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัด เช่น การดูแลแผลผ่าตัด การทานอาหาร การดูแลตนเองด้านอื่น ๆ และการนัดติดตามอาการหลังผ่าตัด ซึ่งควรทำตามที่แพทย์แจ้งไว้และไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อให้มั่นใจว่าแผลผ่าตัดสมานตัวดี ได้ทรงหน้าอกถูกต้องตรงความต้องการ
การดูแลแผลหลังเสริมอก
แผลเสริมหน้าอกจะสมานตัวเร็วหรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตนเอง เช่น
- ห้ามให้แผลผ่าตัดโดนน้ำ 7 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม
- หมั่นดูแลความสะอาดรอยแผลเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
การทานอาหาร
- หมั่นทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นทานโปรตีนเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวไวขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
- งดดื่มแอลกอฮอล์หรือทานอาหารหมักดองอย่างน้อย 4 สัปดาห์
การดูแลตนเองด้านอื่น ๆ
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงอย่างน้อย 1 เดือน
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะอย่างน้อย 1-3 เดือน
- ใส่ Support bra อย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อช่วยพยุงหน้าอกให้อยู่ทรง และช่วยลดการบวมช้ำหลังผ่าตัด
สังเกตอาการหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก
หากหลังผ่าตัดแล้วพบอาการผิดปกติ เช่น แผลผ่าตัดบวมแดง มีหนอง มีเลือดซึมออก หรือร่างกายมีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีไข้ ไอ หายใจลำบาก ให้รีบเดินทางพบแพทย์ทันที
อาการแทรกซ้อนที่มีโอกาสพบเมื่อเสริมหน้าอก
เนื่องจากการเสริมอกเป็นหัตถการที่จำเป็นต้องเปิดแผลทำให้หลังเสริมหน้าอกมีโอกาสพบอาการแทรกซ้อน ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่พบหลังจากทำนมมีดังนี้
- หน้าอกปวด บวมแดง
- มีไข้ ไม่สบายตัว
- แผลอักเสบ ติดเชื้อ
- มีเลือดหรือหนองซึมตามแผล
- มีพังผืดจับตัวเป็นก้อน
- ซิลิโคนเคลื่อนตัว ทำให้หน้าอกเสียทรง
- สูญเสียความรู้สึกบริเวณเต้านม
เสริมหน้าอกราคาเท่าไหร่บ้าง
เสริมหน้าอกราคาเท่าไหร่บ้างนั้นจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อซิลิโคนและรุ่นของซิลิโคน โดยเฉลี่ยแล้วซิลิโคนเสริมหน้าอกจะมีราคาเริ่มต้นที่ 90,000 บาทขึ้นไป หรือในกรณีที่มีโปรโมชันราคาทำนมก็จะถูกลง สำหรับผู้ที่สนใจเสริมหน้าอกกับทาง The Art ตอนนี้ก็จะมีโปรโมชัน ดังนี้
- EUROSILICONE : 49,000 บาท (ราคาปกติ 90,000 บาท)
- MENTOR : 69,000 บาท (ราคาปกติ 90,000 บาท)
- arion : 85,000 บาท (ราคาปกติ 90,000 บาท)
- Silk Surface Motiva : 99,000 บาท (ราคาปกติ 159,000 บาท)
- MENTOR Extra Gel : 129,000 บาท (ราคาปกติ 179,000 บาท)
- Motiva Ergonomix : 149,000 บาท (ราคาปกติ 179,000 บาท)
- GC Perle : 199,000 บาท (ราคาปกติ 300,000 บาท)
- JOY Motiva : 249,000 บาท (ราคาปกติ 350,000 บาท)
อยากเสริมหน้าอกเลือกคลินิกที่ไหนดี?
อยากศัลยกรรมหน้าอกให้สวย เนียนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ควรเสริมหน้าอกที่ไหนดี? ในที่ก็จะมีเกณฑ์ที่ควรนำมาพิจารณาก่อนเลือกคลินิกเสริมหน้าอก ดังนี้
- คลินิกจะต้องมีมาตรฐาน ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการเสริมความงาม
- แพทย์จะต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ สามารถตรวจสอบกับทางแพทย์สภาได้ และต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
- วิสัญญีแพทย์จะต้องคอยดูแลตั้งแต่ก่อนดมยาสลบตลอดจนเสร็จการรักษา
- พยาบาลและบุคลากรอื่น ๆ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหัตถการเสริมหน้าอก และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
- อุปกรณ์ เครื่องมือ ห้องผ่าตัด จะต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย และต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อนใช้งานทุกครั้ง
- วัสดุเสริมอกจะต้องได้มาตรฐาน
- หาข้อมูลและอ่านรีวิวของคลินิกก่อนเลือกคลินิกทำหน้าอก
เสริมหน้าอกกับ The Art ดีอย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นที่นี่!?

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้าอกเล็ก หน้าอกเสียทรงอย่างเช่น หน้าอกห่าง หย่อนคล้อย ไม่เท่ากัน The Art เป็นคลินิกเสริมหน้าอกที่พร้อมเป็นเบื้องหลังของความงามเรือนร่างให้กับลูกค้าที่เข้ารับการรักษาทุกคน ตั้งแต่เดินทางเข้ามาปรึกษา ตลอดจนเสร็จการเสริมอกให้สวยเข้ารับรูปลักษณ์อย่างลงตัว
โดยทางคลินิกจะให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ประเมินทรงอก ขนาดหน้าอกที่เหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังเสริมอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผ่าตัด จากนั้นแพทย์ก็จะดำเนินการผ่าตัดด้วยเทคนิคต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยใช้อุปกรณ์ เครื่องมือที่สะอาด และใช้วัสดุเสริมอกที่ได้รับมาตรฐาน FDA เท่านั้น
ในระหว่างที่เข้ารับบริการก็จะมีเจ้าหน้าที่แจ้งราคาทำหน้าอกก่อน พร้อมตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของคลินิก เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาเลือกราคาทำนมตามงบที่ตั้งไว้ ทำให้ลูกค้าทุกคนที่เข้าใช้บริการเสริมหน้าอกกับ The Art รู้สึกสบายใจและวางใจในบริการของคลินิกเสมอ
รีวิวเสริมหน้าอกของผู้ที่เข้าใช้บริการจริง










เสริมหน้าอก เสริมความงามให้เรือนร่างระยะยาว
การเสริมหน้าอกเป็นหัตถการเสริมความงามและเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองได้หากเลือกเทคนิคที่เหมาะสม และดูแลตนเองหลังศัลยกรรมหน้าอกเป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่สนใจบริการต่าง ๆ จาก The Art ไม่ว่าจะเป็นเสริมหน้าอก ยกกระชับหน้าอก และอื่น ๆ สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามช่องทางดังนี้
ช่องทางการติดต่อ
- Facebook : https://www.facebook.com/TheArtHospitalClinic
- Line : https://lin.ee/NkRRV6R
- Instagram : https://www.instagram.com/thearthospital.clinic/
- TikTok : https://www.tiktok.com/@theartclinicandhospital
- Youtube : https://www.youtube.com/c/THEARTCLINICOfficial
- Tel : 02-666-4666
คำถามที่มักพบเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก
เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนอยู่ได้นานไหม จำเป็นต้องเอาออกหรือเปล่า
ซิลิโคนหน้าอกมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10 ปี โดยอายุการใช้งานอาจมากหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองหลังเสริมหน้าอก ซึ่งในระหว่างที่ใช้งานนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเอาออก
มีกรณีไหนบ้างที่จำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขเสริมหน้าอก
- ซิลิโคนรั่วซึม ซิลิโคนแตก
- ซิลิโคนเลื่อนจนหน้าอกเสียทรง
- มีพังผืดรัดซิลิโคนจนหน้าอกไม่เท่ากัน
- หน้าอกมีอาการอักเสบ ติดเชื้อ
เสริมหน้าอก ใช้เวลาพักฟื้นนานไหมกว่าหน้าอกจะเข้าที่
เสริมหน้าอกพักฟื้นกี่วันนั้นจะขึ้นอยู่กับวิธีการผ่าตัด ขนาดแผลผ่าตัด และการดูแลแผลหลังผ่าตัด โดยเฉลี่ยแล้วแผลจะเริ่มสมานตัวดีขึ้นในช่วง 5-7 วัน หลังจากนั้นรอยแผลก็จะเริ่มจางลง และซิลิโคนจะเริ่มเข้าตัวเต็มที่ในช่วง 3-6 เดือนหลังเสริมหน้าอก
เสริมหน้าอกแล้วยังคงสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่
แม้ว่าจะศัลยกรรมหน้าอกแล้วแต่ก็ยังสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติเพราะไม่ได้ตัดท่อน้ำนมออกไป แต่ถ้าผ่าตัดเปิดแผลรอบปานนมอาจมีโอกาสตัดโดนท่อน้ำนมซึ่งส่งผลต่อการให้นมบุตร ดังนั้นหากต้องการเสริมหน้าอกแต่วางแผนที่จะมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อเลือกเทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกที่เหมาะสม
เสริมหน้าอกขนาดใหญ่ได้ไหม
สามารถเสริมหน้าอกขนาดใหญ่ได้ แต่ควรพิจารณาถึงขนาดตัว ความกว้างของฐานหน้าอก ก่อนเสริมอกควรเข้าพบแพทย์แล้วให้แพทย์พิจารณาเลือกเทคนิคเสริมหน้าอกที่เหมาะสมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เห็นขอบซิลิโคนหลังเสริมอก
อ้างอิง
Shen, Z. Chen, X. Sun, J. Chiu, C. Yu, Y. Lin, X. Zhang, Z. Xu, J. (2019, December). A comparative assessment of three planes of implant placement in breast augmentation: A Bayesian analysis. Journal of Plastic, Reconstructive & Aesthetic Surgery. 72(12):1986-1995. https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1748681519304061
Goodman, CM. Cohen, V. Thornby, J. Netscher, D. (1998, Dec). The life span of silicone gel breast implants and a comparison of mammography, ultrasonography, and magnetic resonance imaging in detecting implant rupture: a meta-analysis. Ann Plast Surg. 41(6):577-85. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/9869129/