เลขที่ ฆสพ.สบส. ๒๕๘๔ / ๒๕๖๓
เลขที่ ฆสพ.สบส. ๗๐๓๘ / ๒๕๖๗

ฟิลเลอร์! ตัวเลือกในการปรับรูปหน้าที่ทำได้อย่างหลากหลาย

ฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อปรับรูปร่างของใบหน้า บทความนี้ก็ได้รวมเรื่องควรรู้เกี่ยวกับฟิลเลอร์อย่างฟิลเลอร์คืออะไร? ราคาเท่าไหร่? และมียี่ห้ออะไรบ้าง?
ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์คือคำตอบที่ดีสำหรับผู้ที่มองหาวิธีปรับรูปหน้า เติมเต็มใบหน้า และแก้ไขจุดบกพร่องเล็ก ๆ ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและเห็นผลรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดริ้วรอย เติมความอิ่มเอิบ หรือปรับสมดุลโครงหน้า ฟิลเลอร์สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่อยากทดลองเปลี่ยนแปลงลุคก่อนตัดสินใจทำหัตถการถาวร บทความนี้ก็จะพาทุกคนไปรู้จักกับฟิลเลอร์ให้มากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีเลือกใช้และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Key Takeaways : 

  • ฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มที่นิยมใช้ปรับรูปหน้า โดยมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เติมความอิ่มเอิบ และแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้าได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์
  • ฟิลเลอร์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงใบหน้าชั่วคราวก่อนตัดสินใจทำหัตถการถาวร สามารถปรับรูปหน้าได้หลากหลาย เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา คาง และริมฝีปาก
  • ฟิลเลอร์จะไม่ให้ผลถาวร หากเลือกใช้ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก ซึ่งสามารถสลายได้และแก้ไขได้ง่ายหากผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจ
  • ฟิลเลอร์ในตลาดมีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มร่องลึก เพิ่มความอิ่มเอิบ หรือปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน
สารบัญบทความ

ทำความรู้จักกันให้ชัดว่าฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร?

ฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler injection) คือการฉีดสารเพื่อปรับสภาพผิวหนังให้เต่งตึงขึ้น ลดริ้วรอย หรือเติมเต็มบางส่วนของใบหน้า เช่น ริมฝีปาก แก้ม หรือร่องแก้ม ฟิลเลอร์ที่ใช้มักประกอบด้วยสารที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดี เช่น กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid), แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite), โพลีแอลแคนโทน (Polylactic Acid) หรือไขมันจากตัวผู้ใช้บริการเอง 

การฉีดฟิลเลอร์ควรทำโดยแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์จะอยู่ได้ชั่วคราวขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด โดยทั่วไปจะมีอายุประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ก่อนที่จะถูกดูดซึมหรือสลายไปในร่างกาย

ชนิดของฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์มีหลายประเภทที่มีคุณสมบัติและการใช้งานแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและลักษณะของผิวแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว กึ่งถาวร และถาวร

  • ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว : ฟิลเลอร์ชนิดนี้มักใช้กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid, HA) เป็นส่วนประกอบหลัก มีความปลอดภัยสูงและสามารถคืนผิวสภาพเดิมได้หากต้องการ เป้าหมายหลักคือการเติมเต็มใต้ผิวจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างผิวตามวัย ลดริ้วรอยและเพิ่มความเต่งตึงให้กับผิว รวมถึงการเติมปริมาณให้กับริมฝีปากหรือแก้ม ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก่อนที่จะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกาย
  • ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร : ฟิลเลอร์ประเภทนี้ ได้แก่ โพลีแอลแคนโทน (Poly-L-lactic Acid, PLLA) และแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite, CaHA) ซึ่งมีความหนาแน่นสูงกว่าฟิลเลอร์แบบชั่วคราวและมีความคงทนมากกว่า โดยเฉพาะ PLLA ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ฟิลเลอร์ชนิดนี้มักใช้ในการปรับโครงสร้างใบหน้าหรือการเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยลึก ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น และอยู่ได้นานกว่า 1 ปี
  • ฟิลเลอร์แบบถาวร : ฟิลเลอร์ชนิดนี้ เช่น โพลิเมทิลเมทาคริเลต (Polymethylmethacrylate, PMMA) หรือซิลิโคน (Silicone) จะอยู่ในร่างกายถาวร ในประเทศไทยจะไม่มีการใช้ฟิลเลอร์ประเภทนี้และจัดว่าเป็นฟิลเลอร์ปลอม เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สารจะไหลไปยังจุดอื่นจนเสียรูปทรง และตกค้างอยู่ใต้ผิวหนังโดยไม่สลายหายไปเอง หากต้องการเอาออกจะต้องขูดฟิลเลอร์ออกเท่านั้น

ฟิลเลอร์ฉีดจุดไหนได้บ้าง? แต่ละจุดใช้กี่ CC?

ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า

การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วน โดยการใช้ฟิลเลอร์ในจุดต่าง ๆ ของใบหน้าจะช่วยแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มความสวยงามในบริเวณที่ต้องการได้ ซึ่งแต่ละจุดจะใช้ปริมาณฟิลเลอร์แตกต่างกันไป ดังนี้

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มช่วยลดริ้วรอยและหย่อนคล้อยในบริเวณนี้ ให้ผิวดูเรียบเนียนและเต็มฟูขึ้น โดยทั่วไปจะใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-3 CC ต่อข้าง

ฟิลเลอร์คาง

ฟิลเลอร์คางช่วยปรับรูปคางให้เรียวขึ้นหรือยืดเส้นคางให้สวยงามขึ้น โดยใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-2 CC ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมส่วนให้กับใบหน้า และช่วยเสริมโครงหน้าให้ดูมีมิติ

ฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวใต้ตาหย่อนคล้อย หรือริ้วรอยใต้ตา ที่เกิดจากการขาดคอลลาเจน และการทรุดตัวของกระดูกเบ้าตาตามวัย การฉีดฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มให้ดูสดใสและลดรอยคล้ำ โดยใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-3 CC ต่อข้าง ผลลัพธ์คือการทำให้ผิวใต้ตาดูเต่งตึงและสว่างขึ้น

ฟิลเลอร์ขมับ

การฉีดฟิลเลอร์ขมับช่วยเติมเต็มบริเวณขมับที่ดูแบนหรือหมองคล้ำ เพื่อให้หน้าดูสมส่วนขึ้น ขมับดูเต็มฟูและปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ โดยทั่วไปจะใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 2-4 CC ต่อข้าง

ฟิลเลอร์หน้าผาก

ฟิลเลอร์หน้าผากจะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียบเนียนและเติมเต็มรอยย่นที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อบนหน้าผาก ใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 3-5 CC เพื่อเพิ่มความสมส่วนให้กับใบหน้า

ฟิลเลอร์ปาก

การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยเพิ่มความอวบอิ่มให้กับริมฝีปากที่บาง หรือเติมเต็มร่องริ้วรอยรอบปาก โดยใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-2 CC ช่วยให้ริมฝีปากดูเต็มและมีมิติขึ้น

ฟิลเลอร์แก้มส้ม

ฟิลเลอร์แก้มส้มจะช่วยเติมเต็มบริเวณแก้มที่ดูแบนหรือขาดความเต่งตึง ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวาขึ้น การใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-2 CC ต่อ 2 ข้างจะช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อผิวแก้มและลดรอยย่นที่เกิดขึ้นที่บริเวณนี้

ฟิลเลอร์มียี่ห้ออะไรบ้าง? แตกต่างกันอย่างไร?

ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า

ฟิลเลอร์ก็จะมีอยู่หลายยี่ห้อซึ่งจะผลิตมาจากบริษัทที่แตกต่างกัน และใช้เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละยี่ห้อ จะเลือกฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีนั้นอาจพิจารณาได้ตามคุณสมบัติของแต่ละยี่ห้อ รวมไปถึงความเหมาะสมในการแก้ปัญหา โดยยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เป็นที่นิยมก็จะมีอยู่ด้วยกัน ดังนี้

Juvederm

Juvederm (จูวีเดิม) เป็นฟิลเลอร์จากสหรัฐอเมริกาที่ผลิตจากกรดไฮยาลูโรนิกซึ่งอยู่ในรูปแบบ cross-link ช่วยให้ฟิลเลอร์เรียนเนียนไม่เป็นก้อน ไม่ไหลย้อย ปั้นขึ้นรูปง่ายและผสานเข้ากับเนื้อเยื่อผิวหนังได้อย่างกลมกลืน โดยที่ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ระหว่าง 9-24 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดและพื้นที่ที่ฉีด

โดยฟิลเลอร์ของ Juvederm ก็จะมีหลายรุ่นให้เลือก ซึ่งจะแบ่งออกได้ผ่านเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำให้กรดไฮยาลูโรนิกมีรูปแบบ cross-link ได้สองกลุ่มคือ เทคโนโลยี Hylacross ที่จะอุ้มน้ำได้ดี ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู และ เทคโนโลยี Vycross ซึ่งจะมีจุดเด่นในความสามารถในการยกกระชับและขึ้นรูปได้ดี อยู่ได้นานแต่อุ้มน้ำได้น้อยกว่า Hylacross 

รุ่นที่นิยมใช้ของ Juvederm ก็จะมี ดังนี้

  • เทคโนโลยี Hylacross

    • Juvederm Ultra XC : อยู่ได้สูงถึง 9 เดือน
    • Juvederm Ultra Plus XC : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน

  • เทคโนโลยี Vycross

    • Juvederm Volite: อยู่ได้สูงถึง 9 เดือน
    • Juvederm Volbella: อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
    • Juvederm Volift: อยู่ได้สูงถึง 18 เดือน
    • Juvederm Volux: อยู่ได้สูงถึง 18-24 เดือน
    • Juvederm Voluma : อยู่ได้สูงถึง 24 เดือน

Neuramis

Neuramis (นิวรามิส) เป็นฟิลเลอร์จากเกาหลีใต้ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย MedyTox ที่ผ่านการใช้เทคโนโลยี SHAPE Technology เพื่อทำให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติ 2-step cross-linking ซึ่งช่วยให้ฟิลเลอร์มีความคงตัวสูง ตรึงไปกับผิว ขึ้นรูปง่าย และทำให้คนไข้ไม่ต้องเจ็บปวดมากในการทำหัตถการ

โดย Neuramis แต่ละรุ่นก็ยังมีจุดเด่นที่ทำให้เหมาะกับจุดที่แตกต่างกันไปด้วย เช่น Neuramis Deep และ  Neuramis Deep Licodain ก็จะเหมาะกับการเติมริ้วรอยลึก ในขณะที่ Neuramis Volume Licodain จะเหมาะกับการยกกระชับและปรับรูปหน้าโดยเฉพาะในบริเวณแก้มและคาง 

ในปัจจุบันฟิลเลอร์ Neuramis รุ่นที่ได้รับอนุญาตในไทยแล้วก็จะมี ดังนี้ 

  • Neuramis Deep : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
  • Neuramis Deep Licodain : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
  • Neuramis Volume Licodain : อยู่ได้สูงถึง 24 เดือน

Restylane

Restylane (เรสทิเลน) เป็นฟิลเลอร์จากสวีเดนที่มีกรดไฮยาลูโรนิกแบรนด์แรกของโลกที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเรื่องริ้วรอย โดยฟิลเลอร์ Restylane ก็จะแบ่งออกได้สองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยี NASHA ซึ่งจะทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความแน่น แข็งแรง เหมาะกับการยกผิวเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยเฉพาะจุด กับเทคโนโลยี OBT ซึ่งจะผลิตเนื้อฟิลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการเติมในจุดที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ร่องแก้ม ทำให้หน้าดูละมุน ดูเหมือนใบหน้าธรรมชาติ

ซึ่งรุ่นที่นิยมใช้ Restylane ก็จะมีดังนี้ 

  • เทคโนโลยี NASHA

    • Restylane Skinboosters Vital : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
    • Restylane Skinboosters Vital Light : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
    • Restylane : อยู่ได้สูงถึง 24 เดือน
    • Restylane Lyft : อยู่ได้สูงถึง 24 เดือน

  • เทคโนโลยี OBT

    • Restylane Refyne : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
    • Restylane Kysse : อยู่ได้สูงถึง 12 เดือน
    • Restylane Volyme : อยู่ได้สูงถึง 18 เดือน
    • Restylane Defyne : อยู่ได้สูงถึง 12-18 เดือน 

ฟิลเลอร์อันตรายไหม? อาการแทรกซ้อนมีอะไรบ้าง?

ฟิลเลอร์โดยทั่วไปไม่ถือว่าอันตราย หากได้รับการฉีดจากแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้ให้ผลถาวร เช่น กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) แต่หากไม่ได้รับการฉีดอย่างถูกต้องหรือใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจเกิดอันตรายได้

อันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์มีอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นก็จะมีอยู่ ดังนี้ 

  • การติดเชื้อ : ถ้าอุปกรณ์หรือสภาพแวดล้อมไม่สะอาด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้
  • บวมและฟกช้ำ : หลังการฉีดฟิลเลอร์อาจเกิดอาการบวมและฟกช้ำบริเวณที่ฉีดเป็นเรื่องปกติและสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน
  • การอุดตันของหลอดเลือด : หากฉีดฟิลเลอร์ไม่ถูกจุด อาจทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย มีอาการช้ำ บวมเกิดขึ้นได้
  • รอยแผลเป็น : ในบางกรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงจะเกิดแผลคีลอยด์ หลังฉีดฟิลเลอร์อาจเกิดแผลเป็นหรือผิวหนังหย่อนคล้อยได้
  • อาการแพ้ : สารฟิลเลอร์อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างผื่นคันหรืออาการบวมได้

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ต้องทำอย่างไร?

เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ : ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวหน้าและรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด : หยุดการใช้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริมกลุ่มวิตามินอีเป็นเวลา1 สัปดาห์ก่อนการฉีด
  • ไม่ทำทรีตเมนต์ผิวหน้าอื่น ๆ : ควรงดการทำทรีตเมนต์ที่อาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง เช่น การขัดผิว หรือการทำเลเซอร์
  • เตรียมผิวหน้าให้สะอาด : ควรทำความสะอาดใบหน้าก่อนวันฉีดเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ : หากเคยมีอาการแพ้หรือการตอบสนองที่ไม่ดีต่อสารฟิลเลอร์ ควรแจ้งแพทย์ก่อนการฉีด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ : งดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนการฉีด เพื่อป้องกันอาการบวมและฟกช้ำ

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ฉีดฟิลเลอร์ข้อห้าม

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงจากอาการแทรกซ้อน  ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด : ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ในช่วง 3 วันแรก
  • งดออกกำลังกายหนัก : ควรงดการออกกำลังกายที่หนักหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากใน 2 สัปดาห์แรก
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน : หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือการไปซาวน่าเพื่อป้องกันการบวม
  • งดการนวดหน้า : หลีกเลี่ยงการนวดหรือการทำทรีตเมนต์ผิวหน้าในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ : ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่เพื่อช่วยให้ฟื้นฟูรักษาเป็นไปได้อย่างดี
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ : เพื่อให้ฟิลเลอร์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • รับประทานยาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่ง : เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังทำหัตถการฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรบ้าง?

  • แอลกอฮอล์ : ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2-14 วันหลังการฉีด เพราะอาจทำให้หลอดเลือกขยายตัว เพิ่มการบวมและฟกช้ำขึ้นได้
  • งดการกินหน้าเตาร้อน ๆ : เช่น หมูกระทะ ปิ้งย่าง ชาบู ซึ่งอาจทำให้เกิดการจับต้องใบหน้าหรืออุบัติเหตุที่ทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปทรง
  • อาหารรสจัด : หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ด มัน หวานหรือเค็มจัดในช่วงหลังฉีด เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการบวมและการอักเสบมากขึ้น
  • อาหารหมักดอง : หลังการฉีดฟิลเลอร์ควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง และมะม่วงดอง
  • อาหารดิบ : อาหารที่ไม่ได้ผ่านการปรุงสุกอาจจะมีเชื้อโรคหรือพยาธิอยู่ ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อขึ้นมาได้
  • อาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ : ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้เพื่อป้องกันการบวมและระคายเคือง
  • งดสูบบุหรี่ : เนื่องจากสารต่าง ๆ ในบุหรี่จะขยายหลอดเลือด ทำให้อาการบวมหายช้าลงและส่งผลให้อายุของการรักษาน้อยลงด้วย

ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ มีราคาเท่าไหร่?

ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่นั้นจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นที่เลือก ซึ่งในปัจจุบันราคาของแต่ละรุ่นก็จะมี ดังนี้

ราคาของฟิลเลอร์ Juvederm

  • รุ่น Ultra Plus XC : ราคาโปรโมชัน 9,900 บาท
  • รุ่นอื่น ๆ : ราคาโปรโมชัน 16,900 บาท
  • Juvederm 10 CC : ราคาโปรโมชัน 159,000 บาท

ราคาของฟิลเลอร์ Restylane

  • รุ่น Classic : ราคาโปรโมชัน 9,900 บาท
  • รุ่นอื่น ๆ : ราคาโปรโมชัน 12,900 บาท
  • Restylane 10 CC : ราคาโปรโมชัน 119,000 บาท

ราคาของฟิลเลอร์ Neuramis

  • รุ่นทั่วไป : ราคาโปรโมชัน 5,900 บาท
  • Neuramis 4 CC : ราคาโปรโมชัน 19,900 บาท
  • Neuramis 10 CC : ราคาโปรโมชัน 49,000 บาท

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี? สิ่งเล็ก ๆ ที่ควรสังเกตเสมอ

การเลือกสถานที่ฉีดฟิลเลอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย ควรพิจารณาปัจจัยหลายอย่างก่อนตัดสินใจ ดังนี้

  • ตรวจสอบได้ : ฟิลเลอร์ที่ใช้ต้องเป็นของแท้และผ่านการรับรองจากองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ตัวผลิตภัณฑ์ควรสามารถตรวจสอบได้จากหมายเลขล็อตหรือเอกสารกำกับสินค้า เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ
  • เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ : เลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีชื่อเสียงดี และสถานที่สะอาด มีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มงวด
  • ทำหัตถการฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ : ควรฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์เท่านั้น สามารถให้คำแนะนำอย่างตรงจุดเกี่ยวกับปัญหาและการรักษา รวมถึงประเมินอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการ
  • บริการหลังทำหัตถการ : คลินิกควรมีบริการติดตามผลหลังการฉีด พร้อมให้คำแนะนำและดูแลอย่างต่อเนื่องหากมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น การนัดตรวจสภาพผิวหลังทำ หรือให้คำแนะนำกรณีเกิดอาการผิดปกติ
  • รีวิวฉีดฟิลเลอร์ : หากคลินิกนั้นมีรีวิวฉีดฟิลเลอร์จากผู้ใช้บริการจริง จะช่วยให้การตัดสินใจเลือกคลินิกง่ายขึ้น

การใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การฉีดฟิลเลอร์เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากขึ้น

อยากทำฟิลเลอร์ เลือก The Art!

หากกำลังมองหาคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ตอบโจทย์ความสวยงาม The Art ก็คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยความน่าเชื่อ ใส่ใจในบริการ มีแพทย์เป็นผู้ทำหัตถการให้ทุกเคส มั่นใจได้ทั้งในเรื่องของผลลัพธ์และการดูแลอย่างใกล้ชิด

รวมรูปรีวิวฉีดฟิลเลอร์ที่ The Art

ฉีด filler
เติมฟิลเลอร์
หลังฉีดฟิลเลอร์
filler
ฟิลเลอร์ ช่วยอะไร
ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า

ฟิลเลอร์ ตัวเลือกที่น่าสนใจในการแก้ปัญหารูปหน้า

การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีการปรับรูปหน้าที่ทำได้โดยการเติมสารเติมเต็มเข้าไปบริเวณในจุดที่ต้องการแก้ไข เพื่อช่วยปรับสมดุลและเพิ่มความโดดเด่นให้ใบหน้าดูสมมาตรและสวยงามมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองปรับรูปหน้าแบบชั่วคราวก่อนตัดสินใจทำหัตถการที่มีผลถาวร สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกที่มีประสบการณ์ด้านฟิลเลอร์ The Art คือตัวเลือกที่มั่นใจได้ ด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอนและผลลัพธ์ที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้ลูกค้าพอใจในภาพลักษณ์ของตัวเอง

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ตอบทุกคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์กี่วันเห็นผล

หลังฉีดฟิลเลอร์ก็จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังทำหัตถการ โดยก่อนหน้านั้นอาจจะมีอาการบวมที่ทำให้เห็นผลได้ยาก

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานไหม?

ความคงทนของฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) จะอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ส่วนฟิลเลอร์กึ่งถาวร เช่น PLLA หรือ CaHA อาจอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ฟิลเลอร์เจ็บไหม ?

การฉีดฟิลเลอร์มักไม่เจ็บมาก เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนทำ แต่บางคนอาจรู้สึกตึงหรือไม่สบายเล็กน้อยในระหว่างทำหัตถการ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ทนได้และจะหายไปหลังจากทำเสร็จ

ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน เกิดจากอะไร?

การฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อนอาจเกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีดหรือเทคนิคของผู้ฉีดที่ไม่ถูกต้อง โดยปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ซึ่งจะช่วยสลายฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิกที่อยู่ผิดที่ได้

อ้างอิง

American Board of Cosmetic Surgery. (n.d.). Learn about injectable dermal fillers. https://www.americanboardcosmeticsurgery.org/procedure-learning-center/non-surgical/injectable-fillers-guide/ 

Cleveland Clinic. (n.d.). Dermal fillers. https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22667-dermal-fillers 

U.S. Food and Drug Administration. (n.d.). Dermal filler do’s and don’ts for wrinkles, lips and more. https://www.fda.gov/consumers/consumer-updates/dermal-filler-dos-and-donts-wrinkles-lips-and-more 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า