เลขที่อนุมัติ ฆสพ.สบส. ๒๕๘๔ / ๒๕๖๓

ร้อยไหม: เทคนิคเสริมความงามสู่ผิวหน้าเต่งตึงและอ่อนเยาว์

ร้อยไหมเป็นหนึ่งในเทคนิคเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสามารถในการยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึงและดูอ่อนเยาว์ขึ้นทันทีหลังทำ ในบทความนี้ เราจะสำรวจข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับการร้อยไหม รวมถึงร้อยไหมคอลลาเจน, ร้อยไหม PDO, ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำแนะนำเกี่ยวกับการร้อยไหม

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการเสริมความงามที่ใช้เส้นไหมพิเศษในการยกกระชับผิวหน้า โดยเส้นไหมนี้จะถูกใส่เข้าไปใต้ชั้นผิวหนังด้วยเข็มพิเศษ เส้นไหมเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ยืดหยุ่น และเต่งตึงขึ้นทันทีหลังการทำ

ประเภทของไหมที่ใช้ในปัจจุบัน

ในวงการความงาม การร้อยไหมมีหลากหลายประเภทซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งประเภทของไหมที่ใช้ในปัจจุบันได้ดังนี้:

  1. ไหม PDO (Polydioxanone)
    • คุณสมบัติ: ทำจากวัสดุที่สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย ไม่มีสารตกค้าง
    • ประโยชน์: ช่วยยกกระชับผิวหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและเต่งตึง
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 6-12 เดือน
  2. ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
    • คุณสมบัติ: เป็นไหมที่สลายตัวได้ มีความยืดหยุ่นสูง และใช้ในการยกกระชับผิวหน้าและลำคอ
    • ประโยชน์: ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ทำให้ผิวดูกระชับและเต่งตึงขึ้นเรื่อยๆ
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 12-18 เดือน
  3. ไหม PCL (Polycaprolactone)
    • คุณสมบัติ: มีความยืดหยุ่นและทนทานสูง สลายตัวช้า
    • ประโยชน์: ช่วยยกกระชับผิวในระยะยาว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนัง
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 18-24 เดือน
  4. ไหมทองคำ (Gold Thread)
    • คุณสมบัติ: ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
    • ประโยชน์: ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอย และยกกระชับผิวหน้า
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา แต่มีความทนทานสูง
  5. ไหมเงี่ยง (Barbed Thread)
    • คุณสมบัติ: มีลักษณะเป็นเงี่ยงหรือปุ่มเล็กๆ ตามแนวเส้นไหม ซึ่งช่วยในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อผิวหนังได้ดี
    • ประโยชน์: ช่วยในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บริเวณแก้ม คาง และลำคอ
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 6-12 เดือน
  6. ไหมละลาย (Absorbable Thread)
    • คุณสมบัติ: เป็นไหมที่สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการตกค้าง
    • ประโยชน์: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและกระชับ
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 6-12 เดือน

การเลือกประเภทของไหม

การเลือกประเภทของไหมขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของผู้เข้ารับบริการ รวมถึงคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเลือกไหมที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพและยาวนานยิ่งขึ้น

ไหมที่ใช้ในการร้อยไหมมีหลายประเภท แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้ไหมที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การร้อยไหมประสบความสำเร็จและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การร้อยไหมช่วยอะไรบ้าง?

  1. ยกกระชับผิวหน้า: การร้อยไหมช่วยยกกระชับผิวหน้า ลดความหย่อนคล้อย และปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น
  2. ลดริ้วรอย: เส้นไหมช่วยเติมเต็มริ้วรอยลึกและลดริ้วรอยตื้น ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น
  3. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: การร้อยไหมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว
  4. ฟื้นฟูผิว: ช่วยให้ผิวหน้าดูสุขภาพดีและมีชีวิตชีวา เนื่องจากกระบวนการร้อยไหมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
  5. ไม่ต้องผ่าตัด: การร้อยไหมเป็นการทำหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ทันทีหลังทำ

ขั้นตอนการร้อยไหม

  1. การปรึกษาแพทย์: แพทย์จะทำการวิเคราะห์และแนะนำการร้อยไหมที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของผู้เข้ารับบริการ
  2. การทำความสะอาดและเตรียมผิว: ทำความสะอาดผิวหน้าและใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด
  3. การร้อยไหม: แพทย์จะใช้เข็มพิเศษใส่เส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนังในบริเวณที่ต้องการยกกระชับ
  4. การดูแลหลังการร้อยไหม: หลังการทำ ผู้เข้ารับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงทนนานที่สุด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • อาการบวมและรอยช้ำ: มักเกิดขึ้นในช่วง 3-7 วันแรกหลังการร้อยไหม
  • การติดเชื้อ: หากไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด
  • ไหมขาดหรือเคลื่อนที่: เกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม

คำแนะนำหลังการร้อยไหม

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ร้อยไหมในช่วงแรก
  2. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการใช้ซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่แพทย์แนะนำเพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิว

การร้อยไหมเป็นวิธีการเสริมความงามที่มีประสิทธิภาพสูงในการยกกระชับผิวหน้าและลดริ้วรอย โดยมีหลายประเภทให้เลือกใช้ตามความต้องการและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล การดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์คงทนและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ไหมคอลลาเจน คืออะไร?

ไหมคอลลาเจนเป็นนวัตกรรมหนึ่งในวงการความงามที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีการใช้ในเทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวและเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวหนัง การร้อยไหมคอลลาเจนเป็นการใช้เส้นไหมที่เคลือบด้วยสารสกัดจากคอลลาเจน หรือใช้ไหมที่สามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิวได้ ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์และเต่งตึงขึ้นทันทีหลังการทำ

ประเภทของไหมคอลลาเจน

  1. ไหมเคลือบคอลลาเจน: ไหมชนิดนี้ถูกเคลือบด้วยสารสกัดจากคอลลาเจน ทำให้เมื่อร้อยเข้าไปในผิวหนัง คอลลาเจนจะถูกปล่อยออกมาและซึมเข้าสู่ผิวหนัง ช่วยในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้กับผิว
  2. ไหมที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: ไหมชนิดนี้ไม่ได้เคลือบคอลลาเจน แต่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิวหนังเอง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและเต่งตึง

ประโยชน์ของไหมคอลลาเจน

  1. ยกกระชับผิวหน้า: ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ทำให้รูปหน้าดูเรียวและกระชับขึ้น
  2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: คอลลาเจนเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำให้ผิวยืดหยุ่นและแข็งแรง การร้อยไหมคอลลาเจนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิว
  3. ลดริ้วรอย: ช่วยเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึก ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเรียบเนียน
  4. ฟื้นฟูผิว: ไหมคอลลาเจนช่วยในการฟื้นฟูผิวที่เสียหายจากแสงแดดหรืออายุที่มากขึ้น ทำให้ผิวดูสดใสและสุขภาพดี

กระบวนการร้อยไหมคอลลาเจน

  1. การปรึกษาแพทย์: เริ่มต้นด้วยการปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาผิวและความต้องการของผู้รับบริการ แพทย์จะทำการแนะนำประเภทของไหมคอลลาเจนที่เหมาะสม
  2. การเตรียมผิว: ทำความสะอาดผิวหน้าและใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด
  3. การร้อยไหม: แพทย์จะใช้เข็มพิเศษใส่เส้นไหมคอลลาเจนเข้าไปใต้ผิวหนังในบริเวณที่ต้องการยกกระชับ
  4. การดูแลหลังทำ: หลังการร้อยไหม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงทนนานที่สุด

ผลข้างเคียงและความเสี่ยง

  • อาการบวมและรอยช้ำ: เป็นเรื่องปกติหลังการร้อยไหม อาการเหล่านี้มักจะหายไปใน 3-7 วัน
  • การติดเชื้อ: หากไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด อาจเกิดการติดเชื้อได้
  • ไหมขาดหรือเคลื่อนที่: อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม

คำแนะนำหลังการร้อยไหมคอลลาเจน

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ร้อยไหมในช่วงแรก
  2. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการใช้ซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่แพทย์แนะนำเพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิว

ไหมคอลลาเจนเป็นทางเลือกที่ดีในการยกกระชับผิวหน้าและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเต่งตึง การร้อยไหมคอลลาเจนต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี

ไหม PDO คืออะไร?

ไหม PDO (Polydioxanone) เป็นหนึ่งในวัสดุที่ได้รับความนิยมในการใช้ร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวหน้าและลดริ้วรอย ไหม PDO ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่สามารถสลายตัวได้ในร่างกายโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง ทำให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในด้านความงาม

คุณสมบัติของไหม PDO

  1. สลายตัวได้ในร่างกาย: ไหม PDO สามารถสลายตัวเองได้ในระยะเวลา 6-8 เดือน โดยกระบวนการนี้จะไม่ทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: เมื่อไหม PDO ถูกใส่เข้าไปในชั้นผิวหนัง จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งช่วยให้ผิวดูเต่งตึงและยืดหยุ่น
  3. ไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้: เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำไหม PDO มีความเข้ากันได้ดีกับร่างกาย จึงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาการแพ้ต่ำมาก
  4. ความยืดหยุ่นและความแข็งแรง: ไหม PDO มีความยืดหยุ่นและความแข็งแรงพอที่จะยกกระชับผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการร้อยไหม PDO

  1. การปรึกษาแพทย์: ผู้เข้ารับบริการจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษา
  2. การเตรียมผิว: ทำความสะอาดผิวหน้าและใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด
  3. การร้อยไหม: แพทย์จะใช้เข็มพิเศษใส่ไหม PDO เข้าไปใต้ชั้นผิวหนังในบริเวณที่ต้องการยกกระชับ
  4. การดูแลหลังทำ: หลังการร้อยไหม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผลลัพธ์คงทนนานที่สุด

ประโยชน์ของไหม PDO

  1. ยกกระชับผิวหน้า: ไหม PDO ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น
  2. ลดริ้วรอย: ช่วยเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึก ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์
  3. ฟื้นฟูผิว: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูสดใสและมีชีวิตชีวา
  4. ไม่ต้องผ่าตัด: การร้อยไหม PDO เป็นวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีการพักฟื้นนาน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • อาการบวมและรอยช้ำ: อาจเกิดอาการบวมและรอยช้ำในบริเวณที่ร้อยไหม แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปใน 3-7 วัน
  • การติดเชื้อ: หากไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด อาจเกิดการติดเชื้อได้
  • ไหมขาดหรือเคลื่อนที่: อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม

คำแนะนำหลังการร้อยไหม PDO

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ร้อยไหมในช่วงแรก
  2. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการใช้ซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่แพทย์แนะนำเพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิว

ไหม PDO เป็นวัสดุที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวหน้าและลดริ้วรอย โดยมีคุณสมบัติในการสลายตัวได้ในร่างกายและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ การร้อยไหม PDO เป็นวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมความงามแบบไม่รุกล้ำ

หัตถการร้อยไหม ราคาเท่าไหร่?

ราคาของการร้อยไหมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงประเภทของไหมที่ใช้, บริเวณที่ทำการร้อยไหม, และคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ให้บริการ ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณีและสถานที่ให้บริการ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วราคาของการร้อยไหมสามารถแบ่งได้ตามประเภทของไหมและบริเวณที่ทำการร้อยไหม ดังนี้:

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของการร้อยไหม

  1. ประเภทของไหม: ประเภทของไหมที่ใช้มีผลต่อราคา เช่น ไหม PDO, ไหม PLLA, ไหมทองคำ เป็นต้น โดยไหมที่มีคุณสมบัติพิเศษหรือมีความยืดหยุ่นสูงมักจะมีราคาสูงกว่า
  2. จำนวนเส้นไหมที่ใช้: ราคาจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเส้นไหมที่ใช้ในการร้อยไหม หากต้องการยกกระชับบริเวณกว้างหรือหลายบริเวณ ราคาจะสูงขึ้น
  3. บริเวณที่ทำการร้อยไหม: การร้อยไหมในบริเวณที่มีความซับซ้อนหรือยากต่อการเข้าถึง เช่น รอบดวงตา หรือลำคอ อาจมีราคาสูงกว่าการร้อยไหมในบริเวณทั่วไป
  4. ชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญของแพทย์: แพทย์ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญสูงมักจะคิดค่าบริการสูงกว่าแพทย์ทั่วไป
  5. สถานพยาบาลหรือคลินิก: สถานพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงและมีชื่อเสียงมักจะมีราคาสูงกว่า

ราคาของการร้อยไหมตามประเภทของไหม

  1. ร้อยไหม PDO (Polydioxanone)
    • ราคา: ประมาณ 10,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหมและบริเวณที่ทำ
  2. ร้อยไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
    • ราคา: ประมาณ 20,000-70,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหมและบริเวณที่ทำ
  3. ร้อยไหม PCL (Polycaprolactone)
    • ราคา: ประมาณ 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหมและบริเวณที่ทำ
  4. ร้อยไหมทองคำ (Gold Thread)
    • ราคา: ประมาณ 50,000-150,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหมและบริเวณที่ทำ

ราคาของการร้อยไหมตามบริเวณที่ทำ

  1. ยกกระชับหน้าและกรอบหน้า
    • ราคา: ประมาณ 20,000-80,000 บาท
  2. ยกกระชับบริเวณรอบดวงตา
    • ราคา: ประมาณ 10,000-30,000 บาท
  3. ยกกระชับบริเวณลำคอ
    • ราคา: ประมาณ 20,000-50,000 บาท
  4. ยกกระชับบริเวณแก้ม
    • ราคา: ประมาณ 15,000-60,000 บาท

การร้อยไหมมีราคาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของไหม, จำนวนเส้นไหม, บริเวณที่ทำการร้อยไหม, และสถานพยาบาลที่ให้บริการ ก่อนตัดสินใจทำการร้อยไหม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและเลือกประเภทของไหมที่เหมาะสมกับความต้องการ และอย่าลืมพิจารณาคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงและมีความเชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ทำหัตถการร้อยไหมที่ไหนดี ควรเลือกจากอะไรบ้าง

การเลือกสถานที่ทำหัตถการร้อยไหม: ควรเลือกจากอะไรบ้าง?

การเลือกสถานที่สำหรับทำหัตถการร้อยไหมเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับมาตรฐานของสถานพยาบาลและความเชี่ยวชาญของแพทย์ การพิจารณาเลือกสถานที่ควรคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้:

1. ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์

  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการร้อยไหม ควรตรวจสอบประวัติการศึกษาและประสบการณ์ของแพทย์
  • รีวิวและคำแนะนำ: อ่านรีวิวและคำแนะนำจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการ เพื่อประเมินความพึงพอใจและผลลัพธ์ของการรักษา

2. มาตรฐานและความน่าเชื่อถือของสถานพยาบาล

  • การรับรองมาตรฐาน: เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • ความสะอาดและความปลอดภัย: สถานพยาบาลควรมีมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยสูง ทั้งในเรื่องของเครื่องมือและการดูแลหลังการรักษา

3. เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ใช้

  • อุปกรณ์ที่ทันสมัย: เลือกสถานพยาบาลที่ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงในการรักษา
  • ไหมคุณภาพสูง: ตรวจสอบว่าไหมที่ใช้มีคุณภาพสูงและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4. การให้คำปรึกษาและบริการหลังการรักษา

  • การให้คำปรึกษาที่ละเอียด: สถานพยาบาลควรให้คำปรึกษาที่ละเอียดและชัดเจนเกี่ยวกับการร้อยไหม รวมถึงความเสี่ยงและการดูแลหลังการรักษา
  • บริการหลังการรักษา: มีบริการติดตามผลและให้คำแนะนำในการดูแลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง

5. ความสะดวกและการเข้าถึง

  • สถานที่ตั้ง: เลือกสถานพยาบาลที่ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกและง่ายต่อการเดินทาง
  • เวลาทำการ: ตรวจสอบเวลาทำการที่เหมาะสมกับตารางเวลาของคุณ

6. ค่าใช้จ่าย

  • ราคาและโปรโมชั่น: เปรียบเทียบราคาของการร้อยไหมในแต่ละสถานพยาบาล รวมถึงโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษที่อาจมีให้
  • ความคุ้มค่า: เลือกสถานพยาบาลที่มีราคาสมเหตุสมผลและให้บริการที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

7. การให้คำแนะนำจากเพื่อนหรือครอบครัว

  • คำแนะนำจากคนรู้จัก: สอบถามคำแนะนำจากเพื่อนหรือครอบครัวที่เคยมีประสบการณ์ในการร้อยไหม เพื่อรับข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

การเลือกสถานที่ทำหัตถการร้อยไหมควรพิจารณาจากความเชี่ยวชาญของแพทย์ มาตรฐานและความน่าเชื่อถือของสถานพยาบาล เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ใช้ การให้คำปรึกษาและบริการหลังการรักษา ความสะดวกในการเข้าถึง ค่าใช้จ่าย และคำแนะนำจากคนรู้จัก การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและมีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การร้อยไหม อยู่ได้นานไหม?

การร้อยไหมเป็นหัตถการที่ช่วยยกกระชับผิวหน้า ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวหนัง ซึ่งผลลัพธ์ของการร้อยไหมนั้นสามารถอยู่ได้นานขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้:

ประเภทของไหมที่ใช้

  1. ไหม PDO (Polydioxanone)
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 6-12 เดือน
    • คุณสมบัติ: ไหม PDO เป็นไหมที่สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ ผลลัพธ์ของไหม PDO จะค่อยๆ ลดลงเมื่อไหมสลายตัวไป
  2. ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 12-18 เดือน
    • คุณสมบัติ: ไหม PLLA ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ทำให้ผิวดูกระชับและเต่งตึงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าไหมจะสลายตัวไปแล้ว ผลลัพธ์ยังคงอยู่ได้ยาวนานกว่าไหม PDO
  3. ไหม PCL (Polycaprolactone)
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ประมาณ 18-24 เดือน
    • คุณสมบัติ: ไหม PCL มีความยืดหยุ่นและทนทานสูง สลายตัวช้า ทำให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมอยู่ได้นานกว่าไหมประเภทอื่น
  4. ไหมทองคำ (Gold Thread)
    • ระยะเวลาผลลัพธ์: ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา แต่อาจอยู่ได้นานถึง 2-3 ปี
    • คุณสมบัติ: ไหมทองคำมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเต่งตึงในระยะยาว

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาผลลัพธ์

  1. การดูแลหลังการร้อยไหม
    • การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น หลีกเลี่ยงการกดทับหรือสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหม การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม จะช่วยให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมอยู่ได้นานขึ้น
  2. สภาพผิวและอายุของผู้รับบริการ
    • สภาพผิวและอายุของผู้รับบริการมีผลต่อการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผู้ที่มีผิวสุขภาพดีและอายุน้อยมักจะเห็นผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าผู้ที่มีอายุมากและผิวหนังเสื่อมสภาพ
  3. การใช้ชีวิตและพฤติกรรม
    • การดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มน้ำเพียงพอ การนอนหลับที่เพียงพอ และการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยรักษาผลลัพธ์ของการร้อยไหมให้อยู่ได้นานขึ้น
  4. เทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์
    • การเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง จะช่วยให้การร้อยไหมมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น

ผลลัพธ์ของการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นานตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของไหมที่ใช้ การดูแลหลังการร้อยไหม สภาพผิวและอายุของผู้รับบริการ การใช้ชีวิตและพฤติกรรม รวมถึงเทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์ การดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หลังร้อยไหม อาการบวมกี่วันหาย?

การร้อยไหมเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมักมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการบวมและรอยช้ำ อาการเหล่านี้เป็นผลจากกระบวนการที่เข็มและไหมถูกใส่เข้าไปในชั้นผิวหนัง การทราบข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาและการดูแลหลังทำจะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการมีความเข้าใจและเตรียมตัวได้ดียิ่งขึ้น

ระยะเวลาและขั้นตอนการหายของอาการบวม

  1. ช่วง 24 ชั่วโมงแรก
    • อาการบวมจะปรากฏชัดที่สุดในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการร้อยไหม
    • ผู้รับบริการอาจรู้สึกตึงและเห็นรอยแดงบริเวณที่ทำการร้อยไหม
  2. วันที่ 2-3
    • อาการบวมจะค่อยๆ ลดลง แต่ยังคงมีอยู่
    • อาจมีอาการช้ำเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
  3. วันที่ 4-7
    • อาการบวมและรอยช้ำจะเริ่มหายไปอย่างมาก
    • ในผู้รับบริการบางราย อาจหายสนิทในช่วงนี้
  4. หลังจาก 7 วัน
    • อาการบวมและรอยช้ำส่วนใหญ่จะหายไป แต่ในบางกรณีอาจมีอาการบวมเล็กน้อยที่คงอยู่นานถึง 2 สัปดาห์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหายของอาการบวม

  1. สภาพผิวและร่างกายของผู้รับบริการ
    • ผู้ที่มีผิวบอบบางหรือมีแนวโน้มที่จะช้ำง่าย อาจมีอาการบวมหรือช้ำนานกว่าผู้ที่มีผิวแข็งแรง
  2. เทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์
    • แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้เทคนิคที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำหลังการร้อยไหมได้
  3. การดูแลหลังการร้อยไหม
    • การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยลดอาการบวมและเร่งการฟื้นฟูของผิว

การดูแลหลังการร้อยไหมเพื่อลดอาการบวม

  1. ประคบเย็น
    • ใช้ถุงน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็นบริเวณที่บวมในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก จะช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำ
  2. หลีกเลี่ยงการนอนตะแคง
    • พยายามนอนในท่านอนหงายและใช้หมอนยกหัวขึ้น เพื่อช่วยลดอาการบวม
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ร้อยไหม
    • หลีกเลี่ยงการนวดหรือสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหม เพื่อป้องกันการเคลื่อนที่ของไหมและลดอาการบวม
  4. งดการออกกำลังกายหนักและการใช้ซาวน่า
    • งดการออกกำลังกายหนักและการใช้ซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการร้อยไหม
  5. ทาครีมหรือยาตามคำแนะนำของแพทย์
    • ใช้ครีมหรือยาที่แพทย์แนะนำเพื่อช่วยลดการอักเสบและบวม
  6. ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • ดื่มน้ำเพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิว

อาการบวมหลังการร้อยไหมมักจะหายไปในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ โดยอาการบวมชัดเจนที่สุดในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกและจะลดลงเรื่อยๆ การดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำ และช่วยให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การร้อยไหม มีอันตรายไหม?

การร้อยไหมเป็นหัตถการเสริมความงามที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีความสามารถในการยกกระชับผิวหน้า ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวหนัง แม้ว่าการร้อยไหมจะมีประสิทธิภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในวงการความงาม แต่ก็มีข้อควรระวังและความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำการรักษา

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการร้อยไหม

  1. อาการบวมและรอยช้ำ
    • อาการบวมและรอยช้ำเป็นเรื่องปกติหลังการร้อยไหม ซึ่งอาจคงอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. การติดเชื้อ
    • หากไม่ได้ทำการร้อยไหมในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลหลังการทำ อาจเกิดการติดเชื้อได้
  3. การแพ้หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัสดุไหม
    • บางคนอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัสดุที่ใช้ในการร้อยไหม ทำให้เกิดอาการแพ้หรืออักเสบ
  4. ไหมเคลื่อนที่หรือหลุด
    • การร้อยไหมที่ไม่ถูกต้องหรือการดูแลหลังการทำไม่เหมาะสม อาจทำให้ไหมเคลื่อนที่หรือหลุดจากตำแหน่ง
  5. การเกิดพังผืด
    • การเกิดพังผืดหรือแผลเป็นภายในผิวหนังอาจเกิดขึ้นได้ หากการร้อยไหมทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังเสียหาย
  6. ความไม่สมดุลของใบหน้า
    • หากการร้อยไหมไม่ได้ทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ อาจทำให้ใบหน้าดูไม่สมดุล

ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยง

  1. การเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
    • เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการร้อยไหม เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  2. การตรวจสอบมาตรฐานของสถานพยาบาล
    • ตรวจสอบว่าสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ให้บริการมีมาตรฐานและการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการร้อยไหม
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพ

การดูแลหลังการร้อยไหม

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ร้อยไหม
    • หลีกเลี่ยงการนวดหรือสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมในช่วงแรก เพื่อป้องกันการเคลื่อนที่ของไหม
  2. การใช้ยาหรือครีมตามคำแนะนำของแพทย์
    • ใช้ยาหรือครีมที่แพทย์แนะนำเพื่อลดการอักเสบและบวม
  3. การพักผ่อนอย่างเพียงพอ
    • การพักผ่อนที่เพียงพอและหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงแรก จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดและความร้อน
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดและความร้อนสูง เพื่อลดการอักเสบและการเกิดรอยดำ

การร้อยไหมเป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวและลดริ้วรอย แต่ก็มีความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ควรทราบก่อนการตัดสินใจ การเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการร้อยไหมอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ให้ดีที่สุด

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ยกกระชับผิวหน้าและลดริ้วรอยทันที
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
  • ไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้นนาน
  • เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในเวลาอันสั้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • อาจเกิดอาการบวมและรอยช้ำ
  • ผลลัพธ์ไม่คงทนถาวร ต้องทำซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์
  • อาจเกิดพังผืดหากไม่ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า